วันพุธที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2561

ดอกไม้ประจำจังหวัดต่าง ๆ ของประเทศไทย

มาดูกัน..ดอกไม้ประจำจังหวัดต่าง ๆ ของประเทศไทย



ดอกไม้ประจำจังหวัด

            สำหรับผู้ที่สนใจเรื่องพรรณไม้ต่าง ๆ ของไทย น่าจะทราบกันดีว่า ราชพฤกษ์ เป็นดอกไม้ประจำชาติไทย แต่นอกจากดอกไม้ประชาติแล้ว รู้กันไหมเอ่ยว่าแต่ละจังหวัดประเทศไทย ก็มีดอกไม้ประจำจังหวัดด้วยเช่นกัน ว่าแต่จังหวัดไหน มีดอกอะไรเป็นสัญลักษณ์บ้างนั้น ตามมาดูกันเลย

ข้อมูลดอกไม้ประจำจังหวัด โดยเรียงตามภูมิภาค

1. ภาคเหนือ มี 9 จังหวัด ดังนี้

ดอกไม้ประจำจังหวัด

            - เชียงราย ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกพวงแสด
            - น่าน ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกเสี้ยวดอกขาว
            - พะเยา ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกสารภี
            - เชียงใหม่ ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกทองกวาว
            - แม่ฮ่องสอน ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกบัวตอง
            - แพร่ ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกยมหิน
            - ลำปาง ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกธรรมรักษา
            - ลำพูน ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกทองกวาว
            - อุตรดิตถ์ ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกประดู่
2. ภาคกลาง ประกอบด้วย 22 จังหวัด ดังนี้


ดอกไม้ประจำจังหวัด

            - กรุงเทพมหานคร ไม่มีดอกไม้ประจำจังหวัด
            - พิษณุโลก ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกนนทรี
            - สุโขทัย ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกบัวหลวง
            - เพชรบูรณ์ ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกมะขาม
            - กำแพงเพชร ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกพิกุล
            - นครสวรรค์ ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกเสลา
            - นนทบุรี ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกนนทรี
            - ลพบุรี ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกพิกุล
            - สิงห์บุรี ไม่มีดอกไม้ประจำจังหวัด
            - อ่างทอง ไม่มีดอกไม้ประจำจังหวัด
            - สระบุรี ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกสุพรรณิการ์
            - อุทัยธานี ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกสุพรรณิการ์


ดอกไม้ประจำจังหวัด

            - ชัยนาท ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกชัยพฤกษ์
            - พระนครศรีอยุธยา ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกโสน
            - พิจิตร ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกบัวหลวง
            - สุพรรณบุรี ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกสุพรรณิการ์
            - นครนายก ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกสุพรรณิการ์
            - ปทุมธานี ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกบัวหลวง
            - สมุทรปราการ ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกดาวเรือง
            - นครปฐม ไม่มีดอกไม้ประจำจังหวัด
            - สมุทรสาคร ไม่มีดอกไม้ประจำจังหวัด
            - สมุทรสงคราม ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกจิกทะเล

3. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มี 20 จังหวัด ดังนี้


ดอกไม้ประจำจังหวัด

            - หนองคาย ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกชิงชัน
            - บึงกาฬ ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกสิรินธรวัลลี หรือชื่อพื้นเมือง สามสิบสองประดง
            - สกลนคร ดอกไม้ประจำจังหวัด ดอกอินทนิลน้ำ
            - หนองบัวลำภู ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกบัวหลวง
            - เลย ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกรองเท้านารีเหลืองเลย
            - มุกดาหาร ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกช้างน้าว
            - อุดรธานี ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกทองกวาว


ดอกไม้ประจำจังหวัด

            - กาฬสินธุ์ ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกพยอม
            - ขอนแก่น ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกราชพฤกษ์
            - อำนาจเจริญ ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกทองกวาว
            - อุบลราชธานี ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกบัวหลวง
            - ยโสธร ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกบัวแดง
            - ร้อยเอ็ด ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกอินทนิล


ดอกไม้ประจำจังหวัด

            - มหาสารคาม ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกลั่นทมขาว
            - ชัยภูมิ ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกกระเจียว
            - นครราชสีมา ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกสาธร
            - บุรีรัมย์ ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกสุพรรณิการ์
            - นครพนม ดอกไม้ประจำจังหวัด ดอกกันเกรา
            - สุรินทร์ ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกกันเกรา
            - ศรีสะเกษ ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกลำดวน
         


4. ภาคตะวันออก มี 7 จังหวัด ดังนี้


ดอกไม้ประจำจังหวัด

            - สระแก้ว ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกแก้ว
            - ปราจีนบุรี ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกปีป
            - ฉะเชิงเทรา ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกนนทรีป่า
            - ชลบุรี ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกประดู่
            - ระยอง ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกประดู่
            - จันทบุรี ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกเหลืองจันทบูร
            - ตราด ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกกฤษณา


5. ภาคตะวันตก มี 5 จังหวัด ดังนี้


ดอกไม้ประจำจังหวัด

            - ตาก ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกเสี้ยวดอกขาว
            - กาญจนบุรี ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกกาญจนิกา
            - ราชบุรี ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกกัลปพฤกษ์
            - เพชรบุรี ดอกไม้ประจำจังหวัด ไม่มีดอกไม้ประจำจังหวัด
            - ประจวบคีรีขันธ์ ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกเกด


6. ภาคใต้ มี 14 จังหวัด ดังนี้


ดอกไม้ประจำจังหวัด

            - ชุมพร ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกพุทธรักษา
            - ระนอง ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกเอื้องเงินหลวง หรือโกมาชุม
            - สุราษฎร์ธานี ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกบัวผุด
            - นครศรีธรรมราช ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกราชพฤกษ์
            - กระบี่ ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกทุ้งฟ้า
            - พังงา ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกจำปูน
            - ภูเก็ต ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกเฟื่องฟ้า
            - พัทลุง ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกพะยอม


ดอกไม้ประจำจังหวัด

            - ตรัง ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกศรีตรัง
            - ปัตตานี ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกชบา
            - สงขลา ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกสะเดาเทียม
            - สตูล ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกกาหลง
            - นราธิวาส ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกบานบุรี
            - ยะลา ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกพิกุล


            และทั้งหมดนี้ก็คือเกร็ดความรู้เรื่อง ดอกไม้ประจำจังหวัดต่าง ๆ ได้รู้แบบนี้แล้ว ถ้าใครถามมารับรองว่าตอบถูกชัวร์ ๆ เลย ส่วนใครที่ชอบดอกไม้จะลองหาดอกไม้ประจำจังหวัดของตัวเองมาปลูกดู หรือชอบดอกไม้ของจังหวัดไหนก็เลือกปลูกกันดูนะจ๊ะ สวย ๆ ทั้งนั้นเลย
 ***หมายเหตุ : อัปเดตข้อมูลล่าสุดเมื่อเวลา 15.08 น. วันที่ 8 มกราคม 2561

ภาพประกอบจาก panmai.comkrissana.netchachoengsao.go.th
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
udomsuksa.ac.thguideubon.com

ที่มา Kapook.com

วันอาทิตย์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2561

22 มกราคม 2486 ประกาศใช้คำว่า "สวัสดี" เป็นคำทักทายประจำชาติ

วันนี้ในอดีต 22 มกราคม 2486 ประกาศใช้คำว่า "สวัสดี" เป็นคำทักทายประจำชาติ




สวัสดี วันนี้ในอดีต
          เหตุการณ์สำคัญเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2486 จอมพล ป. พิบูลสงคราม ประกาศใช้คำว่า "สวัสดี" เป็นคำทักทายอย่างเป็นทางการ หลังจากมีการคิดค้นคำนี้เมื่อปี 2476 ในรายการวิทยุกระจายเสียง 
 
          การกล่าวคำทักทายของแต่ละประเทศล้วนมีความแตกต่างกัน และถือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่บ่งบอกความเป็นมาของประเทศนั้น ๆ ซึ่งประเทศไทยก็มีคำทักทายเช่นกัน นั่นก็คือคำว่า "สวัสดี" เรียกได้ว่าเป็นคำพูดติดปากไม่ว่าจะเป็นการพบกัน หรือลาจากกัน ต่างก็ต้องเอ่ยคำว่า "สวัสดี" และรู้หรือไม่ว่า ประเทศไทยนั้นมีการใช้คำนี้อย่างเป็นทางการนานกว่า 70 ปีแล้ว
          โดยเริ่มแรกนั้น พระยาอุปกิตศิลปสาร (นิ่ม กาญจนาชีวะ) ได้เล่าต้นสายปลายเหตุว่า เมื่อก่อนเจ้าหน้าที่วิทยุกระจายเสียงจะใช้คำว่า "ราตรีสวัสดิ์" เป็นการพูดเมื่อจบรายการ บางครั้งก็มีการอนุโลมให้พูดคำว่า "กู๊ดไนท์" (Goodnight) ของอังกฤษ แต่มีคนไม่เห็นด้วย จึงให้กรรมการชำระปทานุกรมของกระทรวงธรรมการ (กระทรวงศึกษาธิการ) ในสมัยนั้นช่วยคิดหาคำใหม่ขึ้นมาแทน จนในที่สุดก็ได้คำว่า "สวัสดี"

          ทั้งนี้ คำว่า "สวัสดี"  มาจาก "โสตถิ" ในภาษาบาลี หรือ "สวัสดิ" (สะ-หวัด-ดิ) ในภาษาสันสกฤต โดยทั้ง 2 คำนี้มีความหมายว่า ความดี ความงาม ความเจริญรุ่งเรือง ความปลอดภัย ซึ่งเป็นคำที่มีความหมายดีมาก

          ต่อมาเมื่อปี 2476 พระยาอุปกิตศิลปสาร ได้นำคำว่า "สวัสดี" ไปเผยแพร่กับนิสิตในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยใช้เป็นคำทักทายเมื่อพบกัน ก่อนจะมีการใช้แพร่หลายกันต่อมา

          จนกระทั่งมาถึงยุคสมัยของรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งเป็นยุคของการบำรุงวัฒนธรรมเพื่อส่งเสริมความเจริญก้าวหน้าของชาติให้เทียบเท่าอารยประเทศ ได้เห็นชอบกับการใช้คำว่า "สวัสดี" เป็นคำทักทายเมื่อพบกันครั้งแรก จึงมอบหมายให้ กรมโฆษณาการ (กรมประชาสัมพันธ์) ออกข่าวและประกาศใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2486 ซึ่งในปัจจุบันก็ยังมีการใช้คำว่า "สวัสดี" มาเป็นคำทักทายกัน พร้อมกับมีการยกมือขึ้นไหว้ประกอบคำพูด ทำให้การทักทายของคนไทยนั้นดูอ่อนช้อยจนกลายเป็นที่ชื่นชมของชาวต่างชาตินั่นเอง   

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก
culture.ssru.ac.th5.nsru.ac.th

ที่มา Kapook.com

วันอังคารที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

จิตรกรรมฝาผนังสมัยรัชกาลที่ 9

จิตรกรรมฝาผนังสมัยรัชกาลที่ 9 
พระอัจฉริยภาพในจิตรกรรมฝาผนัง ในพระพุทธรัตนสถาน ในพระบรมมหาราชวัง เลอเลิศมาก  ดังที่ อารักษ์ สังหิตกุล อธิบดีกรมศิลปากร ในขณะนั้น เขียนคำนำในหนังสือ ชุด จิตรกรรมฝาผนังพระพุทธรัตนสถาน ตามแนวพระราชดำริ ว่าเป็นงานสร้างสรรค์จากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยเหตุนี้ จึงกล่าวได้ว่าจิตรกรรมทั้ง 8 ช่อง ในพระพุทธรัตนสถาน คือศิลปกรรมรัชกาลที่ 9
แต่ละภาพจิตรกรรมจะเล่าเรื่องเหตุการณ์ แต่รัชสมัยของรัชกาลที่ 4 ถึงรัชกาลที่ 9 ตามลำดับ

จิตรกรรมที่ได้รับยกย่องว่าเป็นศิลปะสมัยรัชกาลที่ 9 นั้น อยู่ที่พระพุทธรัตนสถาน ในพระบรมมหาราชวังชั้นใน 

ที่มา โพสต์ทูเดย์




จิตรกรรมฝาผนังสมัยรัชกาลที่ 9











วันจันทร์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

วันพระบิดาแห่งฝนหลวง

วันพระบิดาแห่งฝนหลวง 14 พฤศจิกายน


วันพระบิดาแห่งฝนหลวง
               
            วันพระบิดาแห่งฝนหลวง ตรงกับวันที่ 14 พฤศจิกายน ของทุกปี เป็นวันพระบิดาแห่งฝนหลวง ซึ่งเรามี ประวัติวันพระบิดาแห่งฝนหลวง พร้อมโครงการฝนหลวงมาฝาก 

            หลังจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ได้มีพระราชดำริโครงการฝนหลวง เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2498 นับตั้งแต่นั้น พระองค์ทรงทุ่มเทพระวรกายในการคิดค้น วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการทำฝนหลวงจนประสบความสำเร็จ และช่วยให้ประเทศชาติรอดพ้นวิกฤตภัยแล้งมาได้จนถึงปัจจุบัน ดังนั้น เพื่อแสดงความรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อปวงชนชาวไทย คณะรัฐมนตรีจึงมีมติเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 โดยกำหนดให้วันที่  14 พฤศจิกายน ของทุกปี เป็นวันพระบิดาแห่งฝนหลวง เพื่อให้ประชาชนทั้งในปัจจุบัน และอนุชนรุ่นหลัง ได้มีโอกาสแสดงความจงรักภักดี ชื่นชมในพระบารมี และร่วมกันถวายสดุดีเฉลิมพระเกียรติในทุกปี

            อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เข้าใจถึงโครงการฝนหลวง ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งในโครงการพระราชดำริที่มีประโยชน์นานัปการต่อปวงชนชาวไทยมากขึ้น ทีมงานกระปุกดอทคอม จึงได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับโครงการฝนหลวงมาให้ได้ทราบกันค่ะ 

ประวัติโครงการฝนหลวง 

            โครงการพระราชดำริฝนหลวง เป็นโครงการที่ก่อกำเนิดจากพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ที่ทรงห่วงใยในความทุกข์ยากของพสกนิกรในท้องถิ่นทุรกันดาร ซึ่งต้องประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ เพื่ออุปโภคบริโภค และใช้ในการเกษตรกรรม อันเนื่องมาจากภาวะแห้งแล้ง ที่มีสาเหตุจากความผันแปร และคลาดเคลื่อนของฤดูกาลตามธรรมชาติ กล่าวคือ ฤดูฝนเริ่มต้นล่าช้าเกินไป หรือหมดเร็วกว่าปกติ หรือฝนทิ้งช่วงยาวในช่วงฤดูฝน 

            จากพระราชกรณียกิจในการเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมพสกนิกรในทุกภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง นับแต่เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติตราบเท่าทุกวันนี้ ทำให้ทรงพบเห็นว่า ภาวะแห้งแล้งได้มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นตามลำดับ เพราะการตัดไม้ทำลายป่า เป็นสาเหตุให้สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้แก่ราษฎรในทุกภาคของประเทศ ส่งผลถึงความเสียหายต่อเศรษฐกิจโดยรวมของชาติ คิดเป็นมูลค่ามหาศาลในแต่ละปี 

            ทั้งนี้ ระหว่างทางที่เคยเสด็จพระราชดำเนิน ทั้งภาคพื้นดิน และทางอากาศยาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทรงสังเกตเห็นว่า มีเมฆปริมาณมากปกคลุมท้องฟ้า แต่ไม่สามารถก่อรวมตัวกันจนเกิดเป็นฝนได้ เป็นเหตุให้เกิดภาวะฝนทิ้งช่วงระยะยาวทั้ง ๆ ที่เป็นช่วงฤดูฝน ทรงคิดคำนึงว่า น่าจะมีมาตรการทางวิทยาศาสตร์ที่จะช่วยให้เมฆเหล่านั้นก่อรวมตัวกันจนเกิดเป็นฝนได้ ทรงเชื่อมั่นว่า ด้วยลักษณะของกาลอากาศ ภูมิอากาศ และภูมิประเทศของประเทศไทยซึ่งตั้งอยู่ในภูมิภาคเขตร้อน และอยู่ในอิทธิพลของฤดูมรสุมของทวีปเอเชีย โดยเฉพาะฤดูมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ซึ่งเป็นฤดูฝน และเป็นฤดูเพาะปลูกประจำปีของประเทศไทย จะสามารถดัดแปรสภาพอากาศให้เกิดเป็นฝนตกได้ 

            ดังนั้น ตั้งแต่ พ.ศ. 2498 เป็นต้นมา พระองค์ทรงศึกษาค้นคว้า และวิจัยทางเอกสาร ทั้งด้านวิชาการอุตุนิยมวิทยา และการดัดแปรสภาพอากาศ จนทรงมั่นพระราชหฤทัย ก่อนพระราชทานแนวคิดนี้แก่ ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ เทวกุล ผู้เชี่ยวชาญในการวิจัยประดิษฐ์ทางด้านเกษตรวิศวกรรม ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในขณะนั้น และในปีถัดมา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้หาลู่ทางที่จะทำให้เกิดการทดลองปฏิบัติการบนท้องฟ้า

             กระทั่งในปี พ.ศ. 2512 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดตั้งหน่วยบินปราบศัตรูพืชกรมการข้าว เพื่อให้การสนับสนุนในการสนองพระราชประสงค์ โดยในปีเดียวกันนั้นเอง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ทำการทดลองปฏิบัติการจริงในท้องฟ้าเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 1-2 กรกฎาคม พ.ศ. 2512 โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แต่งตั้งให้ ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ เทวกุล เป็นผู้อำนวยการโครงการและหัวหน้าคณะปฏิบัติการทดลองคนแรก และเลือกพื้นที่วนอุทยานเขาใหญ่เป็นพื้นที่ทดลองแห่งแรก

           ต่อมา ได้มีปฏิบัติการโดยทดลองหยอดก้อนน้ำแข็งแห้ง ขนาดไม่เกิน 1 ลูกบาศก์นิ้ว เข้าไปในยอดเมฆสูงไม่เกิน 10,000 ฟุต ที่ลอยกระจัดกระจายอยู่เหนือพื้นที่ทดลองในขณะนั้น ทำให้กลุ่มเมฆทดลองเหล่านั้นมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด จนเกิดการกลั่นรวมตัวกันหนาแน่น และก่อยอดสูงขึ้นเป็นเมฆฝนขนาดใหญ่ในเวลาอันรวดเร็ว และจากการติดตามผลโดยการสำรวจทางภาคพื้นดิน ก็ได้รับรายงานยืนยันจากราษฎรว่า เกิดฝนตกลงสู่พื้นที่บริเวณวนอุทยานเขาใหญ่ในที่สุด การทดลองดังกล่าวจึงเป็นนิมิตหมายที่ดี ที่บ่งชี้ให้เห็นว่า การบังคับเมฆให้เกิดฝนเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ และความสำเร็จดังกล่าวยังส่งผลให้มีการพัฒนา ปรับปรุง และต่อยอดโครงการฝนหลวงมาจนถึงปัจจุบัน
            

วิธีการทำฝนหลวง 

            การทำฝนหลวง เป็นกรรมวิธีการเหนี่ยวนำน้ำจากฟ้า ซึ่งต้องใช้เครื่องบินที่มีอัตราการบรรทุกมาก ๆ บรรจุสารเคมีขึ้นไปโปรยในท้องฟ้า โดยดูจากความชื้นของจำนวนเมฆ และสภาพของทิศทางลมประกอบกัน ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดฝน คือ ความร้อนชื้นปะทะความเย็น และมีแกนกลั่นตัวที่มีประสิทธิภาพในปริมาณที่เหมาะสม นั่นคือ เมื่อมวลอากาศร้อนชื้นที่ระดับพื้นผิวขึ้นสู่อากาศเบื้องบน อุณหภูมิของมวลอากาศจะลดต่ำลงจนถึงความสูงที่ระดับหนึ่ง อุณหภูมิที่ลดต่ำลงนั้นมากพอจะทำให้ไอน้ำในมวลอากาศอิ่มตัว จนเกิดกระบวนการกลั่นตัวเองของไอน้ำขึ้นบนแกนกลั่นตัวจนกลายเป็นฝนตกลงมา ฉะนั้น สารเคมีดังกล่าวจึงประกอบด้วยสูตรร้อน เพื่อใช้กระตุ้น กลไกการหมุนเวียนของบรรยากาศสูตรเย็น ใช้เพื่อกระตุ้นกลไกการรวมตัวของละอองเมฆให้โตขึ้นเป็นเม็ดฝน และสูตรที่ใช้เป็นแกนดูดซับความชื้น เพื่อกระตุ้นกลไกระบบการกลั่นตัวให้มีประสิทธิภาพที่สูงขึ้น มีขั้นตอนดังนี้
ขั้นตอนที่หนึ่ง : ก่อกวน

            การก่อกวน เป็นขั้นตอนที่เมฆธรรมชาติเริ่มก่อตัวทางแนวตั้ง การปฏิบัติการฝนหลวงในขั้นตอนนี้ จะมุ่งใช้สารเคมีไปกระตุ้นให้มวลอากาศเกิดการลอยตัวขึ้นสู่เบื้องบน เพื่อให้เกิดกระบวนการชักนำไอน้ำ หรือความชื้นเข้าสู่ระบบการเกิดเมฆ ระยะเวลาที่จะปฏิบัติการในขั้นตอนนี้ ไม่ควรเกิน 10.00 น. ของแต่ละวัน โดยการใช้สารเคมีที่สามารถดูดซับไอน้ำจากมวลอากาศได้ แม้จะมีเปอร์เซ็นต์ความชื้นสัมพัทธ์ต่ำ เพื่อกระตุ้นกลไกของกระบวนการกลั่นตัวไอน้ำในมวลอากาศ ทางด้านเหนือลมของพื้นที่เป้าหมาย เมื่อเมฆเริ่มเกิดมีการก่อตัวและเจริญเติบโตในแนวตั้ง จึงใช้สารเคมีที่ให้ปฏิกิริยาคายความร้อน โปรยเป็นวงกลม หรือเป็นแนวถัดมาทางใต้ลมเป็นระยะทางสั้น ๆ เข้าสู่ก้อนเมฆ เพื่อกระตุ้นให้เกิดกลุ่มแกนร่วมในบริเวณปฏิบัติการสำหรับใช้เป็นศูนย์กลางที่จะสร้างกลุ่มเมฆฝนในขั้นตอนต่อไป
                
ขั้นตอนที่สอง : เลี้ยงให้อ้วน

            การเลี้ยงให้อ้วน เป็นขั้นตอนที่เมฆกำลังก่อตัวเจริญเติบโต ซึ่งเป็นระยะที่สำคัญมากในการปฏิบัติการฝนหลวง เพราะจะต้องไปเพิ่มพลังงานให้กับการลอยตัวของก้อนเมฆให้ยาวนานออกไป โดยต้องใช้เทคโนโลยีและประสบการณ์ หรือศิลปะแห่งการทำฝนควบคู่ไปพร้อม ๆ กัน เพื่อตัดสินใจโปรยสารเคมีฝนหลวงชนิดใด ณ ที่ใดของกลุ่มก้อนเมฆ และในอัตราใดจึงเหมาะสม เพราะต้องให้กระบวนการเกิดละอองเมฆสมดุลกับการลอยตัวของเมฆ มิฉะนั้นจะทำให้เมฆสลาย
                               
ขั้นตอนที่สาม : โจมตี

            การโจมตี ถือเป็นขั้นตอนสุดท้ายของกรรมวิธีปฏิบัติการฝนหลวง โดยเมฆ หรือกลุ่มเมฆฝน ต้องมีความหนาแน่นมากพอที่จะสามารถตกเป็นฝนได้ ภายในกลุ่มเมฆจะมีเม็ดน้ำขนาดใหญ่มากมาย หากเครื่องบินบินเข้าไปในกลุ่มเมฆฝนนี้ จะมีเม็ดน้ำเกาะตามปีก และกระจังหน้าของเครื่องบิน ซึ่งจะต้องปฏิบัติการเพื่อลดความรุนแรงในการลอยตัวของก้อนเมฆ หรือทำให้อายุการลอยตัวนั้นหมดไป สำหรับการปฏิบัติการในขั้นตอนนี้ จะต้องพิจารณาจุดมุ่งหมายของการทำฝนหลวง ซึ่งมีอยู่ 2 ประเด็น คือ เพื่อเพิ่มปริมาณฝนตก และเพื่อให้เกิดการกระจายการตกของฝน 

            ด้วยความสำคัญ และปริมาณความต้องการให้มีปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือทวีจำนวนมากขึ้น ฉะนั้นเพื่อให้งานปฏิบัติการฝนหลวงสามารถปฏิบัติการช่วยเหลือเกษตรกรได้กว้างขวาง และได้ผลดียิ่งขึ้น รัฐบาลจึงได้ตราพระราชกฤษฎีกาก่อตั้ง สำนักงานปฏิบัติการฝนหลวง ในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อวันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2518 เพื่อเป็นหน่วยงานรองรับโครงการพระราชดำริฝนหลวงต่อไป กระทั่งมีการปรับปรุง และพัฒนาปฏิบัติการฝนหลวงมาจนถึงปัจจุบัน

ฝนหลวง
แผนภาพตำราฝนหลวงพระราชทาน 

การดำเนินงาน

            เนื่องจากการทำฝนเป็นเทคโนโลยีที่ยังใหม่ต่อการรับรู้ของบุคคลทั่วไป และในประเทศไทยยังไม่มีนักวิชาการ หรือผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ในระยะแรกเริ่มของโครงการ ดังนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 จึงทรงเป็นกำลังสำคัญ และทรงร่วมในการพัฒนากิจกรรมนี้ ทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม ทรงวางแผนการทดลองปฏิบัติการติดตามและประเมินผลปฏิบัติการทุกครั้งอย่างใกล้ชิดและรวดเร็วชนิดวันต่อวัน 

            นอกจากนั้นยังทรงปฏิบัติให้เป็นแบบอย่างในการประสานงาน ขอความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญ และองค์กรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อสนับสนุนกิจกรรม อาทิ กรมอุตุนิยมวิทยา กรมชลประทาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กองบินตำรวจ กองการสื่อสารกรมตำรวจ และกองทัพอากาศ ในรูปของศูนย์อำนวยการฝนหลวงพิเศษ สวนจิตรลดา และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในรูปของคณะกรรมการดำเนินการทำฝนหลวง ซึ่งการที่พระองค์ติดตามโครงการดังกล่าวอย่างใกล้ชิดมาตลอด และได้ให้แนวทางในการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม จึงทำให้โครงการฝนหลวง พัฒนาก้าวหน้าอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ 

วัตถุประสงค์ของโครงการฝนหลวง

            จากความเป็นมาของโครงการฝนหลวงนั้นจะเห็นได้ว่า วัตถุประสงค์หลักของโครงการดังกล่าวเกิดขึ้นเพื่อบรรเทาความทุกข์ยากของประชาชนในประเทศ โดยเฉพาะการที่ท้องถิ่นหลายแห่งที่ประสบปัญหาพื้นดินแห้งแล้ง หรือการขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภค และทำการเกษตร นอกจากนี้ภาวะความต้องการใช้น้ำของประเทศ ที่นับวันจะทวีปริมาณความต้องการสูงขึ้น เพราะการขยายตัวเจริญเติบโตทางด้านอุตสาหกรรม เกษตรกรรม นั่นเอง


ประโยชน์ของโครงการฝนหลวง

            สืบเนื่องจากเดิมที โครงการฝนหลวง มีขึ้นเพื่อรับภาระหน้าที่ในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ประชาชน ดังนั้น นอกจากการบรรเทาปัญหาภัยแล้งแล้ว เมื่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รับการร้องขอเพื่อให้ขยายการบรรเทาความเดือดร้อนที่สืบเนื่องมาจากการพัฒนาอุตสาหกรรม และภาวะสิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษ การทำฝนหลวงจึงมีประโยชน์ในด้านอื่น ๆ ที่น่าสนใจ โดยเฉพาะการมีส่วนช่วยเหลือในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย ดังนี้


            ด้านการเกษตร : มีการร้องขอฝนหลวงเพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำในช่วงที่เกิดภาวะฝนแล้ง หรือฝนทิ้งช่วงยาวนาน ซึ่งมีผลกระทบต่อแหล่งผลิตทางการเกษตรที่กำลังให้ผลผลิตในพื้นที่ต่าง ๆ 

            ด้านการอุปโภค บริโภค : การทำฝนหลวงได้ช่วยตอบสนองภาวะความต้องการน้ำกิน น้ำใช้ ที่ทวีความรุนแรงมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากคุณสมบัติของดินในภูมิภาคนี้เป็นดินร่วนปนทราย ไม่สามารถอุ้มซับน้ำได้ จึงไม่สามารถเก็บกักน้ำได้ดีเท่าที่ควร

            ด้านการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำ : เนื่องจากใต้พื้นดินของภาคอีสานมีแหล่งหินเกลือเป็นจำนวนมากและครอบคลุมพื้นที่กว้างขวาง หากยามใดอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กและขนาดกลางเกิดมีปริมาณน้ำเหลือน้อย ย่อมส่งผลให้เกิดน้ำกร่อยหรือเค็มได้ ดังนั้น การทำฝนหลวงมีความจำเป็นมากในการช่วยบรรเทาปัญหาดังกล่าว 

            ด้านการเสริมสร้างเส้นทางคมนาคมทางน้ำ : เมื่อปริมาณน้ำในแม่น้ำลดต่ำลง จนไม่สามารถสัญจรไปมาทางเรือได้ จึงต้องมีการทำฝนหลวงเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำให้กับบริเวณดังกล่าว เพราะการขนส่งสินค้าทางน้ำเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่าทางอื่น และการจราจรทางน้ำยังเป็นอีกช่องทางหนึ่ง สำหรับผู้ที่ต้องการหลีกเลี่ยงปัญหาการจราจรทางบก ที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรงมาก

            ด้านการป้องกันและบำบัดภาวะมลพิษของสิ่งแวดล้อม : หากน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาลดน้อยลงเมื่อใด น้ำเค็มจากทะเลอ่าวไทยก็จะไหลหนุนเนื่องเข้าไปแทนที่ทำให้เกิดน้ำกร่อย และสร้างความเสียหายแก่เกษตรกรเป็นจำนวนมาก ดังนั้นการทำฝนหลวง จึงช่วยบรรเทาภาวะดังกล่าว อีกทั้งการทำฝนหลวงยังช่วยในเรื่องของสิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษอันเกิดจากการระบายน้ำเสียทิ้งลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา โดยปริมาณน้ำจากฝนหลวงจะช่วยผลักสิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษให้ออกสู่ท้องทะเล ทำให้ภาวะมลพิษจากน้ำเสียเจือจางลง

            ด้านการเพิ่มปริมาณน้ำในเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า :เนื่องจากบ้านเมืองเราเริ่มประสบปัญหาการขาดแคลนพลังงานไฟฟ้ามากขึ้น เนื่องจากมีความต้องการใช้ไฟฟ้าในปริมาณที่สูงมาก ดังนั้นเมื่อเกิดภาวะวิกฤต โดยระดับน้ำเหนือเขื่อนมีระดับต่ำมากจนไม่เพียงพอต่อการใช้พลังงานน้ำในการผลิตกระแสไฟฟ้า การทำฝนหลวงจึงมีความสำคัญในด้านดังกล่าวด้วยเช่นกัน เป็นต้น

            ทั้งนี้ จากประโยชน์นานัปการของโครงการฝนหลวง อันเกิดจากพระปรีชาสามารถ และสายพระเนตรอันยาวไกลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ที่ทรงคำนึงถึงประโยชน์ทุกข์สุขของราษฎรชาวไทยเสมอมานั้น การขนานนามพระองค์ว่า พระบิดาแห่งฝนหลวง จึงเป็นการแสดงความรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ ที่จะคงอยู่ในใจของปวงชนชาวไทยตลอดไปตราบนานเท่านาน 



ขอขอบคุณข้อมูลจาก
irrigation.rid.go.th
lib.ru.ac.th 
prdnorth.in.th 
chaipat.or.th 
thairoyalrain.in.th 

ที่มา Kapook.com

วันพฤหัสบดีที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

วิธีพับกระทงใบตอง


วิธีพับกระทงใบตอง ง่ายนิดเดียว

วิธีที่ 1 พับใบตอง กลีบผกา

กลีบผกา
กระทงใบตอง แบบกลีบผกา

วิธีทำ
1. ตัดใบตองขนาดความกว้าง 1.5 นิ้ว ยาว 6 นิ้ว โดยประมาณ
2. พับตามรูป จำนวน 3 กลีบ จากนั้นนำมาวางซ้อนให้ลดหลั่นกันไปตามภาพ ซึ่งจะนับเป็น 1 ตับ
3. นำไปติดโดยรอบที่ขอบของฐานกระทง ซึ่งเป็นต้นกล้วยตัดเป็นแว่น ความหนา 1.5 – 2 นิ้ว โดยประมาณ ทั้งนี้ปริมาณของกลีบกระทงที่ใช้จะมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับขนาดของตัว ฐาน
4. จากนั้นประดับด้วยดอกไม้ตามความชอบ และปักธูปเทียนลงไป เป็นอันเสร็จ
วิธีที่ 2 พับใบตอง กลีบกุหลาบ

กลีบกุหลาบ
กระทงใบตอง แบบกลีบกุหลาบ

วิธีทำ
1. ตัดใบตองขนาดความกว้าง 1.5 นิ้ว ยาว 6 นิ้ว โดยประมาณ
2. พับเป็นกลีบกุหลาบตามรูป จำนวน 3 กลีบ จากนั้นนำมาสวมเีัรียงกันให้มีระยะห่างพองามตามความชอบ ควรจัดให้ยอดของกลีบ และลอนของกลีบตรงเสมอเป็นแนวเดียว ซึ่งจะทำให้ผลงานออกมาดูสวยงามเป็นระเบียบเรียบร้อย
3. ใช้ด้ายสีเขียวใกล้เคียงกับใบตอง หรือสีดำมาเย็บติดกันด้วยด้นถอยหลังให้เป็นแนวตรงเสมอกันโดยตลอด
4. พับกลีบใบตองแล้วเย็บต่อเนื่องไปเรื่อยๆ จนกระทั่งสามารถหุ้มขอบของฐานกระทงได้โดยรอบ ตรึงกลับใบตองกับฐานของกระทงด้วยหมุด แล้วขลิบส่วนที่เลยพ้นฐานลงมาให้เรียบร้อยเสมอกับฐาน เมื่อทำเสร็จแล้วจะมีลักษณะคล้ายกับมงกุฏสวมศีรษะ
5. จากนั้นประดับด้วยดอกไม้ตามความชอบ และปักธูปเทียนลงไป เป็นอันเสร็จ
วิธีที่ 3 พับใบตอง หัวขวาน

หัวขวาน
กระทงใบตอง แบบหัวขวาน

วิธีทำ
1. ตัดใบตองขนาดความกว้าง 1.5 นิ้ว ยาว 6 นิ้ว โดยประมาณ
2. พับตามรูป จำนวน 3 กลีบ จากนั้นนำมาสวมเีัรียงกันให้มีระยะห่างพองามตามความชอบ เพื่อให้ผลงานออกมาดูสวยงามเป็นระเบียบเรียบร้อย ควรพับแต่ละกลีบให้ได้ขนาดเท่ากันทุกจุด
3. ใช้ด้ายสีเขียวใกล้เคียงกับใบตอง หรือสีดำมาเย็บติดกันด้วยด้นถอยหลังให้เป็นแนวตรงเสมอกันโดยตลอด
4. พับกลีบใบตองแล้วเย็บต่อเนื่องไปเรื่อยๆ จนกระทั่งสามารถหุ้มขอบของฐานกระทงได้โดยรอบ ตรึงกลับใบตองกับฐานของกระทงด้วยหมุด แล้วขลิบส่วนที่เลยพ้นฐานลงมาให้เรียบร้อยเสมอกับฐาน เมื่อทำเสร็จแล้วจะมีลักษณะคล้ายอ่างน้ำ
5. จากนั้นประดับด้วยดอกไม้ตามความชอบ และปักธูปเทียนลงไป เป็นอันเสร็จ
วิธีที่ 4 พับใบตอง กลีบหัวนก..ลายเปีย
t00010t00011t00012
ขั้นตอนการพับกลีบหัวนกลายเปีย
๑. ฉีกใบตองกว้าง ๑ ๑/๒ นิ้ว
๒. แบ่งครึ่งใตองให้เท่ากัน
๓. พับใบตองริมขวา ให้ชิดเส้นกึ่งกลางใบ
๔. พับทบทั้งสองข้างเข้าหากัน
๕. คว่ำกลีบให้สันตองอยู่ด้านบน พับใบตองลงมาให้เป็นมุมฉาก
๖. พับด้านซ้ายหลังมาทบตรงเส้นตั้งฉาก
๗. พับอีกด้านเหมือนกัน
๘. พับตลบสันทบกลับมาทางขวา ให้เป็นแนวโค้งทะแยง
๙. นำกลีบต่อมาสวมด้านหน้า ให้เส้นโค้งทะแยงขนานกัน
๑๐. เย็บต่อกันจนได้ความยาวตามต้องการ
วิธีที่ 5 พับใบตอง กลีบการเวก
t00017 กลีบการเวกt00018
ขั้นตอนการพับกลีบการเวก
๑. พับทบใบตองเข้าหากัน
๒. พับสันทบขวาไขว้มาทางซ้าย
๓. พลิกกลับด้านหลัง พับสันทบซ้ายไขว้ไปทางขวา
๔. พับริมสันทบขวาไขว้ไปทางด้านซ้าย
๕. พลิกกลับ พับริมสันทบซ้ายไขว้ไปทางด้านขวา
๖. นำกลีบมาสวม เย็บต่อกัน ความยาวตามต้องการ
วิธีที่ 6 การถักตัวตะขาบ
t00015 กลีบตะขาบt00016
ขั้นตอนการถักตัวตะขาบ
๑. ฉีกใบตองกว้าง ๑/๒ เซ็น้ติเมตร แล้วม้วนโดยเส้นทางขวามือซ้อนทับบนเส้นทางซ้ายมือ
๒. จับเส้นทางขวามือสอดเข้าในห่วง
๓. ดึงเส้นด้านซ้ายให้แน่น
๔. สอดเส้นด้านซ้ายเข้าในห่วง ดึงเส้นด้านขวาให้แน่น
๕. สอดสลับไปมา จนเส้นใบตองสั้นสุดใบตอง
๖. ต่อตัวตะขาบ ให้สอดใบตองด้านหน้าตัวตะขาบ อ้อมสอดเก็บปลายทางด้านหลัง แล้วก็ทำเช่นเดียวกัน
๗. ถักจนได้ความยาวตามต้องการ
หลังจากที่เพื่อนๆ พับใบตองแบบที่ชอบเรียบร้องแล้ว ก็ถึงส่วนของตัวกระทง ให้ใช้หยวกกล้วย หรือวัตถุที่ย่อยสลายได้ตัดให้เป็นวงโดยสูงประมาณ1-2.5 นิ้ว ส่วนขนาดแล้วแต่ความพอใจ แล้วนำเอาใบตองที่เราพับเป็นรูปทรงต่างๆ มาติดรอบๆ ขอบกระทงกันเลย
นอกจากนี้ก่อนที่เราจะนำกระทงไปลอยเพื่อขอขมาพระแม่คงคานั้น เพื่อนๆ อาจนำทริคความเชื่ออย่างการตัดเล็บ และผมใส่ลงไปด้วย เพื่อเป็นการขจัดสิ่งร้ายๆ ให้ออกไปจากตัวเรา หรือจะใส่เหรียญลงไปด้วย เพื่อนำมาซึ่งความมั่งคั่งตามความเชื่อก็ได้นะคะ สุขสันต์วันลอยกระทงค่ะ
cr. การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, baanmaha
ที่มา  mthai.com

วันเสาร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2560

โครงการพระราชดำริด้านสมุนไพร อีกหนึ่งพระราชกรณียกิจในหลวง รัชกาลที่ 9

โครงการพระราชดำริด้านสมุนไพร อีกหนึ่งพระราชกรณียกิจในหลวง รัชกาลที่ 9



โครงการพระราชดําริ

          โครงการพระราชดำริด้านสมุนไพรของในหลวง รัชกาลที่ 9 ที่เกิดจากสายพระเนตรอันยาวไกล พัฒนาทั้งสมุนไพรไทยและผสานหลักเศรษฐกิจพอเพียง รวมทั้งหลักการเกษตรเข้าไว้ด้วยกัน

          เป็นที่ทราบกันดีมาตลอดเวลาว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระราชกรณียกิจนับพัน ๆ โครงการ แสดงให้เห็นถึงพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อประชาชนชาวไทยมาอย่างยาวนาน และหนึ่งในโครงการพระราชดำริของในหลวง รัชกาลที่ 9 ที่เราอยากนำเสนอให้ชาวไทยทุกคนได้รู้และศึกษากันอีกโครงการหนึ่งก็คือ โครงการพระราชดำริด้านสมุนไพร ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 

          โดยนอกจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 จะทรงมีโครงการพระราชดำริด้านสาธารณสุขไทยหลายต่อหลายสาขาแล้ว ยังทรงสนพระราชหฤทัยในด้านสมุนไพรไทย ที่ได้ใช้ประโยชน์มาเป็นเวลานานตั้งแต่อดีต จึงทรงมีพระราชดำริว่าควรจะต้องมีการส่งเสริมการใช้และพัฒนาสมุนไพรเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนมากยิ่งขึ้น โดยพระองค์ได้ทรงดำเนินการเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน ดังนั้นจะเห็นได้จากโครงการพระราชดำริเกี่ยวกับการศึกษา พัฒนา และอนุรักษ์สมุนไพรที่เกิดขึ้นหลายโครงการ ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้

          1. โครงการที่เกิดจากพระราชดำริโดยแท้จริง 

          2. โครงการที่เกิดขึ้นโดยหน่วยงาน องค์กร หรือกลุ่มบุคคลที่ดำเนินการจัดทำขึ้นเพื่อสนองพระราชดำริ

โครงการที่เกิดจากพระราชดำริโดยแท้จริง อันได้แก่

โครงการพระราชดําริ

โครงการสวนป่าสมุนไพรของศูนย์การศึกษาพัฒนาเขาหินซ้อน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ 

          ตั้งอยู่ที่อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งในปี พ.ศ. 2523 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ใช้พื้นที่จำนวน 15 ไร่ จัดสร้างสวนป่าสมุนไพรชนิดต่าง ๆ ไว้ศึกษาวิจัยทางวิชาการเพื่อเผยแพร่การใช้ประโยชน์ และเป็นแหล่งศึกษาหาความรู้แก่นักเรียน นักศึกษา และประชาชนที่สนใจ โดยในปัจจุบันมีพรรณพืชในสวนป่าแห่งนี้อยู่กว่า 731 ชนิดด้วยกัน

- โครงการพระราชดำริเพื่อการศึกษาวิจัยสมุนไพรที่ใช้กับโรคมะเร็ง

          “ฉันไม่สบายใจมากที่คนไทยของฉันเป็นมะเร็งตายกันมาก” จากกระแสพระราชดำรัสดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความห่วงใยในสุขภาพของประชาชน เนื่องจากมีอัตราการตายด้วยโรคมะเร็งมากขึ้นเรื่อย ๆ นายแพทย์นพรัตน์ บุณยเลิศ จึงได้ทำการค้นคว้าทดลองและคิดค้นตำรับยาสมุนไพรเพื่อรักษาโรคมะเร็งชนิดต่าง ๆ หลายตำรับ และใช้รักษาผู้ป่วยอยู่จนถึงปัจจุบัน โดยสมุนไพรที่ใช้ในตำรับของนายแพทย์นพรัตน์ ก็เช่น ทองพันชั่ง (หญ้ามันไก่), ฟ้าทะลาย (ฟ้าทะลายโจร), ผักบุ้ง (ผักทอดยอด) และหญ้าผมยุ่ง เป็นต้น

โครงการพระราชดำริที่เกิดขึ้นโดยหน่วยงาน องค์กร หรือกลุ่มบุคคลที่ดำเนินการจัดทำขึ้นเพื่อสนองพระราชดำริ

          เป็นโครงการพระราชดำริที่เกิดขึ้นโดยหน่วยงาน องค์กร หรือกลุ่มบุคคลที่ดำเนินการจัดทำขึ้นเพื่อสนองพระราชดำริ ซึ่งนอกจากจะเป็นโครงการพัฒนาสมุนไพรให้ใช้ประโยชน์ได้อย่างสูงสุดแล้ว ยังมีจุดประสงค์ในการจัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ราบสูงอีกด้วย โดยโครงการพระราชดำริด้านสมุนไพรที่เกิดขึ้นโดยหน่วยงาน องค์กร หรือกลุ่มบุคคลที่ดำเนินการจัดทำขึ้นเพื่อสนองพระราชดำริก็มีดังนี้

โครงการพระราชดําริ

- โครงการหลวง ดอยคำ

          มีจุดประสงค์เพื่อให้ชาวเขามีอาชีพทำกิน อันเป็นการแก้ปัญหายาเสพติดและการตัดไม้ทำลายป่า ด้วยการส่งเสริมให้ชาวเขาปลูกพืชอื่น ๆ ทดแทนฝิ่น จนกระทั่งมีผลิตภัณฑ์สมุนไพรของมูลนิธิโครงการหลวงเกิดขึ้นมากมายหลายชนิด ในรูปผลิตภัณฑ์ดอยคำ

โครงการพระราชดําริ

- โครงการภายใต้มูลนิธิโครงการหลวง

          ซึ่งได้ดำเนินการผสมผสานร่วมกับผลิตภัณฑ์การเกษตรอื่น ๆ และผลิตอาหาร เช่น การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ (Tissue Culture) เพื่อเพิ่มผลผลิต โดยไม่สิ้นเปลืองเนื้อที่เพาะปลูกมากเกินไป การส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีชีวภาพอื่น ๆ เช่น การใช้ประโยชน์จากจุลชีพเพื่อการผลิต นอกจากนี้ยังมีโครงการทดลอง และห้องปฏิบัติการเพื่อการวิจัยและพัฒนาสำหรับผลิตภัณฑ์อาหาร และการเกษตรในบริเวณพระราชวังสวนจิตรลดา ซึ่งทรงให้ใช้พื้นที่อย่างเกิดประโยชน์สูงสุดทุกหย่อมหญ้า 

          โดยตัวอย่างผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรภายใต้มูลนิธิโครงการหลวงที่ได้ใช้เทคโนโลยีพัฒนาจนเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถวางจำหน่ายในท้องตลาดได้จริงก็อย่างเช่น เห็ดหลินจือสกัดในรูปเห็ดหลินจือกระป๋อง และน้ำสมุนไพรอื่น ๆ เช่น น้ำกระเจี๊ยบ เป็นต้น 

โครงการพระราชดําริ

- สวนซิงโคนา ดอยสุเทพ

          ตั้งขึ้นในพื้นที่บริเวณใกล้เคียงกับพระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชดำริให้ใช้เป็นที่ทำการทดลองปลูกพืชสมุนไพร จึงได้มีการนำต้นซิงโคนา (ควินิน) มาทดลองปลูก ทำการวิจัยและขยายพันธุ์ให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชนให้มากขึ้น นอกจากนี้ยังมีการศึกษาทดลองสมุนไพรอื่น ๆ ควบคู่ไปด้วย

โครงการพระราชดําริ

- สวนสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ณ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทราย 

          ตั้งอยู่ที่ตำบลสามพระยา อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาทดลองรูปแบบระบบการปลูกพืชต่าง ๆ ที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ อาทิ ระบบการปลูกพืชโดยมีไม้ผลเป็นหลัก การทำการเกษตรแบบยั่งยืน ทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 1 หรือเกษตรทฤษฎีใหม่ วนเกษตร และการลดการใช้สารเคมี อีกทั้งยังจัดตั้งขึ้นเพื่อจัดทำแปลงรวบรวมพันธุ์ไม้หายาก พันธุ์ไม้หอมเฉลิมพระเกียรติ สมุนไพร รวมทั้งการใช้ประโยชน์จากสมุนไพรอีกด้วย

โครงการพระราชดําริ

- สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์
          ตั้งอยู่อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ มีเนื้อที่รวม 3,500 ไร่ เป็นศูนย์วิชาการและบริการด้านพฤกษศาสตร์ของประเทศ เพื่อรวบรวมพรรณไม้ชนิดต่าง ๆ ที่มีอยู่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงอนุรักษ์พันธุ์พืชในประเทศไทย โดยเฉพาะไม้ประจำถิ่น กล้วยไม้ ไม้มีค่าทางเศรษฐกิจ ไม้สมุนไพร ไม้หายาก และไม้ที่กำลังจะสูญพันธุ์ ตลอดจนการดำเนินการขยายพันธุ์ให้มีปริมาณเพิ่มขึ้นเพื่อการศึกษาในอนาคต
โครงการพระราชดําริ

- สวนสมุนไพรสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

          ตั้งอยู่ที่จังหวัดระยอง ดำเนินการสร้างขึ้นโดยการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย มีพื้นที่ 60 ไร่ เพื่อเป็นศูนย์รวบรวมความรู้ในเรื่องพืชสมุนไพร โดยรวบรวมพันธุ์พืชต่าง ๆ ผลิตและขยายพันธุ์สมุนไพรบางชนิดที่ได้มีการพิสูจน์สรรพคุณทางยา และเป็นสวนสาธารณะเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ ภายในสวนมีการจัดปลูกพืชสมุนไพรเป็นหมวดหมู่จำแนกตามสรรพคุณออกเป็น 20 อาการโรค

โครงการพระราชดําริ

- อุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ 

          โครงการวิจัยสมุนไพรทุกด้าน รวมทั้งโครงการปลูกสวนสมุนไพรเพื่อการศึกษา ตั้งอยู่ในพื้นที่คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ถนนพุทธมณฑล สาย 4 ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม 

          นอกจากจุดประสงค์ในการต่อยอดและพัฒนาสมุนไพรให้ใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่แล้ว โครงการพระราชดำริด้านสมุนไพรยังช่วยพลิกฟื้นผืนดินและความเป็นอยู่ของประชาชนชาวไทยไปพร้อม ๆ กันด้วย จนอาจกล่าวได้ว่า การนำสมุนไพรมาใช้ประโยชน์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 นี้ แสดงให้เห็นถึงความสอดคล้องกับปรัชญาในการพัฒนาสังคมของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช 5 ประการ คือ

          1. การส่งเสริมศักยภาพในการพึ่งตนเองของประชาชน
          2. การอนุรักษ์และการใช้ทรัพยากรท้องถิ่นให้เกิดประโยชน์
          3. การอนุรักษ์ภูมิปัญญาไทย
          4. เศรษฐกิจพอเพียง
          5. การพัฒนาไปสู่เทคโนโลยีสมัยใหม่ 

          ปัจจุบันโครงการพระราชดำริด้านสมุนไพรต่าง ๆ ได้ศึกษาและค้นคว้าพืชสมุนไพรนานาชนิดเป็นจำนวนมาก และได้ผลผลิตออกมาในหลายรูปแบบด้วยกัน สร้างรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่ และส่งเสริมให้คนไทยทุกคนได้มีสมุนไพรดี ๆ ไว้อุปโภคบริโภค นับว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้จริง ๆ นะคะ
 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
มูลนิธิชัยพัฒนา
สำนักหอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

ที่มา Kapook.com