วันพฤหัสบดีที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2561

ค้นประวัติศาสตร์เงินตราสมัยอยุธยา ออเจ้ารู้ไหมว่าใช้สิ่งใดซื้อ-ขายกัน

ค้นประวัติศาสตร์เงินตราสมัยอยุธยา ออเจ้ารู้ไหมว่าใช้สิ่งใดซื้อ-ขายกัน ?

เงินตราสมัยอยุธยา
      
         เปิดเกร็ดความรู้เรื่องระบบเงินตราในสมัยกรุงศรีอยุธยา คนยุคนั้นใช้สิ่งใดซื้อ-ขายแลกเปลี่ยนสินค้ากัน และมาตราเงินไทยสมัยนั้นเป็นอย่างไร

         อันว่า "เงินตรา" ก็คือ วัตถุที่ใช้เป็นตัวกลางในการซื้อ-ขายแลกเปลี่ยนสินค้า ซึ่งในอดีตเริ่มจากการใช้สิ่งของต่าง ๆ เช่น เมล็ดพืช ลูกปัด เปลือกหอย เรื่อยมาจนถึงเหรียญกษาปณ์และธนบัตรเฉกเช่นปัจจุบัน แต่เชื่อว่าหลายคนที่ได้ชมละครเรื่องบุพเพสันนิวาส เมื่อเห็นแม่หญิงการะเกดรวบรวมเบี้ยไปซื้อมุ้งให้บ่าวไพร่ ก็คงสนใจใคร่รู้ว่า แล้วเงินตราที่ใช้ในสมัยกรุงศรีอยุธยานั้นคืออะไร และมีมาตราเทียบอย่างไรบ้าง วันนี้กระปุกดอทคอมขอรวบรวมข้อมูลมาเล่าให้ฟัง

          ...ก่อนจะมาถึงอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา มนุษย์ได้ประดิษฐ์เงินตราขึ้นมาใช้เป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยนสินค้ามานมนานแล้ว ตั้งแต่ยุคฟูนัน (พุทธศตวรรษที่ 6) ยุคทวารวดี (พุทธศตวรรษที่ 11) ยุคศรีวิชัย (พุทธศตวรรษที่ 13) และยุคลพบุรี (พุทธศตวรรษที่ 12) กระทั่งในพุทธศตวรรษที่ 18 อาณาจักรสุโขทัย ได้ผลิตเงินพดด้วงขึ้นเป็นครั้งแรกและใช้สืบต่อกันมาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น

          ดังนั้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาก็ยังคงใช้เงินสกุลพดด้วงเช่นเดียวกับที่ใช้ในอาณาจักรสุโขทัย นอกจากนี้ยังมีการใช้เงินประเภทอื่น ๆ ด้วย รวมแล้วเงินตราที่ใช้กันในสมัยอยุธยานั้นมี 4 ชนิดคือ

 
1. เงินพดด้วง

          เงินพดด้วงทำขึ้นจากแท่งเงินทุบปลายงอเข้าหากัน จัดว่าเป็นเงินตราที่มีมูลค่าสูง เพราะกำหนดมูลค่าเท่ากับน้ำหนักของโลหะที่ใช้ผลิต จึงมักใช้ในการค้าขายระหว่างประเทศมากกว่าที่ชาวบ้านจะใช้กัน แบ่งเป็น 6 ชนิด คือ ตำลึง บาท กึ่งบาท สลึง เฟื้อง และไพ ซึ่งชนิดหนักตำลึงนั้น เนื่องจากมีมูลค่าสูงเกินไป ส่วนชนิดราคากึ่งบาทนั้นมีมูลค่าไม่เหมาะสมแก่ค่าครองชีพ ไม่สะดวกกับการใช้ จึงผลิตขึ้นน้อยมาก และมีเฉพาะในสมัยอยุธยาตอนต้นเท่านั้น

          ทั้งนี้ มีการสันนิษฐานว่า ที่เรียกชื่อ "เงินพดด้วง" เพราะรูปร่างของเงินเป็นก้อนกลมเหมือนตัวด้วง แต่ชาวต่างประเทศจะเรียกว่า "เงินลูกปืน" (Bullet Money) อย่างไรก็ตาม แม้เงินพดด้วงจะใช้กันมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย แต่เมื่อมาถึงสมัยอุยธยา เงินพดด้วงได้ถูกพัฒนารูปแบบไป ทำให้มีความแตกต่างกันทั้งรูปร่าง ขนาด น้ำหนัก และชนิดของโลหะ เช่น ขาเงินพดด้วงสั้นลง และตรงปลายขาที่งอจรดกันไม่แหลมเหมือนเงินพดด้วงสุโขทัย มีรอยบากที่ขาเล็กลง และไม่มีรอยบากตรงตัวเงิน

          บนตัวเงินพดด้วงจะมีการประทับตราไว้ โดยในสมัยสุโขทัยมีการประทับตราไว้มากกว่า 2 ดวง เป็นรูปสัตว์ชนชั้นสูง เช่น วัว กระต่าย หอยสังข์ และราชสีห์ ทว่าในสมัยกรุงศรีอยุธยาได้เปลี่ยนตราประทับใหม่ เหลือเพียง 2 ตรา คือ ด้านบนเป็นตราธรรมจักร อันเป็นเครื่องหมายประจำแผ่นดิน ส่วนด้านหน้าเป็นตราประจำรัชกาล ซึ่งแตกต่างกันไปตามรัชสมัย 

เงินพดด้วง

เงินสมัยอยุธยา
ภาพจาก ช่อง 3

          มีหลักฐานระบุว่า ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ใช้ตราธรรมจักรและตราพุ่มข้าวบิณฑ์ ขณะที่ในรัชสมัยอื่น ๆ มีทั้งตราช้าง ตราบัว ตราพุ่มดอกไม้ ตรากระต่าย ตราช่ออุทุมพร ตราราชวัตร ตราพระซ่อมดอกไม้ ตราสมอ ตราหางหงส์ และตราครุฑ ซึ่งไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่าตราใดเป็นของรัชกาลใด

          อีกสิ่งที่แตกต่างกันก็คือ เงินพดด้วงในสมัยกรุงศรีอยุธยาจะมีมาตรฐานเท่ากัน ทั้งรูปร่าง น้ำหนัก และการประทับตรา เนื่องจากรัฐเป็นผู้ผูกขาดในการผลิต

2. เบี้ย


          เบี้ยคือเปลือกหอยเล็ก ๆ ซึ่งพบหลักฐานว่า ชาวต่างชาติที่ข้ามน้ำข้ามทะเลเข้ามาซื้อ-ขายสินค้าในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้นำเปลือกหอยจากหมู่เกาะมัลดีฟส์มาใช้เป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้าที่มีมูลค่าไม่สูงมากนัก การใช้เบี้ยจึงเป็นที่แพร่หลาย รวมทั้งในสมัยกรุงศรีอยุธยาที่ใช้หอยเบี้ยเป็นเงินตราปลีกย่อย 

          ทั้งนี้ เงินเบี้ยเป็นเงินปลีกที่มีมูลค่าต่ำสุดในระบบเงินตรา มีอัตราประมาณ 100 เบี้ยต่อ 1 อัฐ (เท่ากับ 1 สตางค์ครึ่ง) ชาวบ้านจึงมีไว้ใช้กันได้ แต่สำหรับชนชั้นปกครอง จะใช้เบี้ยเป็นตัวกำหนดค่าปรับทางกฎหมายเพื่อควบคุมไพร่หรือทาสที่กระทำผิด 


เงินสมัยอยุธยา

เงินสมัยอยุธยา
ภาพจาก ช่อง 3

          อย่างไรก็ตาม เนื่องจากหอยเบี้ยจะได้มาจากท้องทะเลเท่านั้น ดังนั้นเบี้ยที่เข้ามาในสยามต้องผ่านมาทางพ่อค้าชาวต่างชาตินำเข้ามาขาย โดยหอยเบี้ยที่นำมาใช้มี 2 ชนิด คือ เบี้ยจั่น และเบี้ยนาง ทำให้บางครั้งเกิดการขาดแคลนเบี้ยขึ้น เป็นเหตุให้ในบางช่วงเวลา เบี้ยที่นำเข้ามาซื้อ-ขายแลกเปลี่ยนสินค้าก็จะมีราคาแพงตามไปด้วย เช่น อาจมีราคา 600-1,000 เบี้ยต่อ 1 เฟื้อง 
 
3. ไพและกล่ำ

          ไพและกล่ำเป็นเงินตราที่ทำจากโลหะที่ไม่ใช่เงิน เช่น ทองแดง ทองเหลือง จึงมีมูลค่าต่ำกว่าเงินพดด้วง และด้วยมูลค่าที่ไม่สูงมากไป ชาวบ้านจึงสามารถนำมาใช้ได้ง่าย โดยมาตราเงินสมัยกรุงศรีอยุธยาระบุไว้ว่า 2 กล่อม เท่ากับ 1 กล่ำ, 2 กล่ำ เท่ากับ 1 ไพ
 
4. เงินประกับ



          เงินประกับคือเงินปลีกทำจากดินเผา มีรูปร่างกลม มีตราประทับเป็นรูปต่าง ๆ คือ ดอกบัว กินรี กระต่าย ราชสีห์ ถูกนำมาใช้แทนเบี้ยเมื่อยามขาดแคลน ดังในสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศที่เกิดสภาวะขาดแคลนเบี้ยขึ้น จึงต้องผลิตประกับดินเผาขึ้นมาใช้แทนในช่วงระยะหนึ่ง จนเมื่อมีพ่อค้านำหอยเบี้ยเข้ามาขายก็กลับมาใช้เบี้ยตามเดิม

สำหรับมาตราเงินตราไทยที่ใช้ในสมัยกรุงศรีอยุธยา เป็นดังนี้

          1 ชั่ง = 20 ตำลึง
          1 ตำลึง = 4 บาท
          1 บาท = 4 สลึง
          1 สลึง = 2 เฟื้อง
          1 เฟื้อง = 4 ไพ
          1 ไพ = 2 กล่ำ = 200 เบี้ย
          1 กล่ำ = 2 กล่อม = 100 เบี้ย
          1 กล่อม = 50 เบี้ย
 
*อัปเดตข้อมูลล่าสุดเวลา 20.19 น. วันที่ 22 มีนาคม 2561


อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก
มูลนิธิอนุรักษ์โบราณสถานในพระราชวังเดิม  
สำนักทรัพย์สินมีค่าของแผ่นดิน กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง  
สำนักกษาปณ์  
เฟซบุ๊ก มาเรียนรู้เรื่องประวัติศาสตร์สมัยอยุธยา  

ที่มา Kapook.com

วันอังคารที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2561

เทคนิคการอ่านหนังสือแบบนักเรียนญี่ปุ่น

เทคนิคการอ่านหนังสือแบบนักเรียนญี่ปุ่น

5a9378a195fbc_5a93780c0ffbb_1
ดิฉันเพิ่งผ่านฤดูมรสุมในการสอบมาค่ะ เลยอยากแบ่งปันวิธีการแบบคนญี่ปุ่นดูเพราะตั้งแต่ดิฉันมาเรียนที่ญี่ปุ่น ก็สังเกตได้ว่านักเรียนญี่ปุ่นมีเทคนิคการอ่านหนังสือที่น่าสนใจที่เด็กไทยอย่างเราสามารถนำไปปรับใช้ได้ไม่มากก็น้อย บางอย่างอาจจะยากไปในตอนแรกๆแต่พอลองทำดูก็ได้ผลกับคนขี้เกียจอย่างเราเหมือนกันนะ ไปลองดูกันเลย
 1
มีสมาธิจดจ่อ ทำอะไรทำทีละอย่าง
เชื่อว่าอาการนี้ใครหลายๆคนในยุคนี้ก็เป็นกัน นั่นคือ ไม่สามารถทำอะไรทีละอย่างได้ กระวนกระวายตอนที่มือถือห่างตัว ต้องทำนู่นทำนี่ไปด้วยหลายอย่างแม้กระทั่งตอนที่ต้องใช้สมาธิอย่างเวลาอ่านหนังสือ ดิฉันคนหนึ่งละที่ติดนิสัยอ่านหนังสือไปด้วยเล่นมือถือไปด้วย เดี๋ยวตอบแชท เช็คเมล์ หาข้อมูลนู่นนี่ไปด้วย ซึ่งถามว่าเป็นสิ่งดีมั้ย คงไม่แน่ๆ ชีวิตที่มีการ Multitasking มากเกินไปอาจจะดูเหมือนเป็นคนเก่ง แต่หลายคนก็ไม่ได้ทำทุกงานออกมาดีนะในเวลาที่ Multitask แถมแย่สุดๆคือบางทีทำไม่เสร็จสักอย่างด้วย ซึ่งวิธีแก้ก็คือการทำอะไรแค่ทีละอย่างนั่นเอง รับรองว่าถ้าทำได้ชีวิตจะดีขึ้นเยอะ 

แต่ในยุคสมัยที่มีสิ่งล่อใจมากมายอยู่แค่ปลายนิ้ว พูดง่ายกว่าทำเยอะ เราจะทำยังไงล่ะ เพื่อนชาวญี่ปุ่นของดิฉันมีไอเดียดีๆ เช่นการตั้งกฎกับตัวเองว่าจะปิดมือถือหรือเปิดโหมดเครื่องบินเวลาอ่านหนังสือ เพื่อจะได้ไม่วอกแวก มีสมาธิมากขึ้น หากอยากค้นหาข้อมูลในเน็ต ก็จะลิสต์ไว้ แล้วเอามาหาทีเดียว จะไม่เปิดเน็ตค้างเอาไว้ ถือเป็นการตัดไฟแต่ต้นลม ลองทำดูนะ
อ่านทีละนิดแต่หนักแน่น
คนญี่ปุ่นเชื่อว่าคนเราจะมีสมาธิได้อย่างมากก็ไม่เกิน 2 ชั่วโมง ซึ่งเป็นตัวเลขที่ยอมรับกันทั่วไปในญี่ปุ่น สังเกตได้จากแต่ละคลาสแทบทั้งหมดในมหาวิทยาลัยจะมีระยะเวลาเพียง 1 ชั่วโมงครึ่งเท่านั้น ถ้าเทียบกับมหาลัยไทยละก็บางที่มีคาบที่ปาไป 3 ชั่วโมงเลยทีเดียว เรียนกันยาวไป ดังนั้นคนญี่ปุ่นจะใจจดใจจ่อกับการอ่านให้เต็มที่แต่จะใช้เวลาไม่นานในแต่ละครั้ง

ใครว่ายากเกินไปให้ลองทีละ 15 นาที ซึ่ง 15 นาทีแรกเป็นเวลาวัดใจ ถ้าทำได้ละก็อีก 15 นาทีต่อมาก็จะง่ายขึ้น ทำต่อไปจนค่อยๆครบ 1 ชั่วโมงในที่สุด และอย่าลืมเทคนิคการทำทีละอย่างที่บอกไปข้างต้นนะ
อ่านสารบัญก่อน
ก่อนจะอ่านหนังสือสักเล่มให้เราอ่านที่สารบัญก่อนเข้าโหมดอ่านจริงจัง เพราะจะได้รู้ว่าหนังสือเล่มนี้เขียนถึงอะไรบ้าง ว่าง่ายๆก็เหมือนเรากำลังจีบใครอยู่ เราก็ต้องอยากรู้ข้อมูลพื้นฐานของเขาและเธอ เช่น ชื่ออะไร เป็นคนที่ไหน มีแฟนหรือยังและมีพื้นเพเป็นคนอย่างไร พอเทียบเป็นเรื่องแฟนแล้วเข้าใจได้ทันทีเลยใช่มั้ยล่ะว่าทำไมต้องอ่านสารบัญ

การอ่านสารบัญก็จะทำให้เราเข้าใจรายละเอียดคร่าวๆ ช่วยให้เราจับใจความได้ว่าเนื้อหาที่สำคัญมีอะไรบ้างและช่วยให้คุ้นเคยกับเนื้อหาได้ง่ายขึ้น
2
อ่านล่วงหน้าและทบทวนย้อนหลัง
ญี่ปุ่นมีคอนเซ็ปท์ที่เรียกว่า โยะชู-ฟุคุชู (予習復習) ในกรณีของนักเรียนอย่างเราๆ คำว่าโยะชู หมายถึงการอ่านเตรียมมาก่อนเข้าเรียน ส่วนฟุคุชู หมายถึงการทบทวนสิ่งที่เรียนแล้วอีกครั้ง สำหรับการทบทวนหรือฟุคุชู นั้นนักเรียนไทยส่วนใหญ่ทำกันอยู่แล้ว แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือโยะชู ค่ะ เพราะเป็นอะไรที่เราไม่เคยนึกถึงมาก่อน

จริงๆไม่เฉพาะแต่คนญี่ปุ่นเท่านั้นที่มักจะอ่านหนังสือล่วงหน้าก่อนเข้าคลาส เท่าที่ดิฉันสังเกตนักเรียนฝรั่งหลายคนก็ติดนิสัยอ่านหนังสือล่วงหน้ามาก่อนเข้าคลาสเช่นกัน สรุปว่าทำกันทั้งโลกค่ะแต่คนไทยตั้งแต่ไหนแต่ไรมักให้ครูสอนก่อนทีนึงแล้วค่อยกลับไปอ่านซ้ำหลังคลาสอย่างเดียว ซึ่งคงไม่ได้ผลเท่ากับอ่านทั้งก่อนและหลังคลาสค่ะ

สำหรับข้อดีนั้น การอ่านมาก่อนทำให้เข้าใจเนื้อหาได้ถูกต้องมากขึ้น และยังกระตุ้นให้เราเกิดความสงสัย เกิดการตั้งคำถามในสิ่งที่อ่านมา เหมือนเวลาเราอ่านรีวิวร้านอาหารในเน็ตก่อนมาลองกินจริงๆไงล่ะ แล้วพอเวลามาที่ร้านจริงๆเราก็มักจะตั้งข้อสงสัยได้ว่า เอ๊ะทำไมไม่เหมือนในรีวิว แบบนี้เคยเป็นกันทุกคนใช่มั้ยล่า การอ่านมาก่อนจะทำให้เราฉุกคิดและสามารถตั้งถามคำถามกับอาจารย์ได้ในคลาส ประหยัดเวลาในการทำความเข้าใจไปอีกด้วย เป็นวิธีเรียนที่ไม่ยากแต่มีเหตุผลมากๆเลยนะ
ตั้งสมมติฐานไว้ก่อนว่า "หนังสือไม่ได้ถูกต้องทั้งหมด"
เวลาอ่านหนังสือให้ตั้งสมมติฐานกับตัวเองไว้ก่อนเลยว่า แม้ข้อมูลจะเขียนไว้ในหนังสือแต่ก็ไม่ใช่ทุกอย่างจะถูกต้องเสมอไป วิธีการคิดแบบนี้ ทำให้เรา "ตื่น" ค่ะ เพราะสมองจะทำงานตลอดเวลา ไม่ใช่เพียงอ่านข้ามไปข้ามมาแล้วก็ลืม เปรียบเทียบกันง่ายๆวิธีการอ่านหนังสือโดยตั้งสมมติฐานก็เหมือนเวลาที่เพื่อนสาวโสดคนสนิทลงรูปเค้กน่ารักๆแต่(แอบ)ถ่ายติดนาฬิกาข้อมือของชายหนุ่มนิรนามมาด้วย สมองของเราจะสั่งการทันทีว่ามันต้องมีอะไรแน่ๆ แล้วเราก็ค้นหาความจริงไปไม่หยุดยั้ง...เช่นกันกับเทคนิคการตั้งสมมติฐาน... 

ถ้าอ่านหนังสือได้แบบนี้รับรองไม่เบื่อและจำได้ทุกรายละเอียดแน่นอน
3
แผ่นพลาสติกสีแดง สำหรับปิดคำ ท่องจำ
ญี่ปุ่นเป็นประเทศแห่งเครื่องเขียน ดังนั้นอุปกรณ์ที่จะช่วยให้เราอ่านหนังสือได้ดีขึ้นจึงมีเยอะมากๆ หนึ่งในนั้นคือการใช้แผ่นพลาสติกสีแดงที่นักเรียนญี่ปุ่นฮิตกันมาก ไม่ว่าจะเด็กประถมหรือนักศึกษาก็ชอบใช้กันทั้งนั้น วิธีการใช้ก็ง่ายๆ เพียงแค่ใช้ปากกาเน้นข้อความสีเขียวหรือแดงบนตัวหนังสือส่วนที่เราต้องการท่องจำ (หรือถ้าเขียนโน้ตเอง ให้เขียนข้อความที่ต้องการจำด้วยปากกาสีแดง) แล้วเวลาเราจะกลับมาท่อง ก็เพียงใช้แผ่นพลาสติกสีแดงปิด ทีนี้เราก็จะมองไม่เห็นข้อความนั้นๆ เหมือนเป็นการเล่นเกม ชวนให้เราคิด สนุกแถมทำให้จำได้ง่ายอีกด้วย
4
การ์ดจำคำศัพท์
อีกหนึ่งอย่างคือการ์ดคำศัพท์หรือแฟลชการ์ด เป็นกระดาษเล็กๆนำมาร้อยด้วยห่วง ขนาดพอดีมือ อ่านได้แม้กระทั่งในรถไฟเบียดๆ เวลาคนญี่ปุ่นเรียนภาษาต่างประเทศอันนี้จะฮิตมากๆ โดยเฉพาะกับคำศัพท์ ด้านหน้าเขียนคำศัพท์ ด้านหลังก็เขียนความหมายหรือตัวอย่างวิธีใช้ รอรถไฟไปก็หยิบมาเดาคำศัพท์ แฟลชการ์ดนี้มีขายอยู่มากมายทั้งตามร้านเครื่องเขียนทั่วไปหรือร้านร้อยเยนก็หาได้ไม่ยาก ในไทยเองก็มีนะ
 5
แอพช่วยเรียน
ส่วนใครที่อยากจะเข้มงวดกับตัวเองขึ้นมาหน่อย ตอนนี้มีแอพมากมายที่มีไว้บันทึกความคืบหน้าในการอ่านหนังสือของตัวเอง 

เช่นแอปพลิเคชั่นในภาพที่ชื่อว่า 目標達成タイマー (Mokuhyo-tassei Timer) สามารถบันทึกจำนวนชั่วโมงการอ่านหนังสือแต่ละวิชาในแต่ละวัน แสดงออกมาเป็นกราฟเข้าใจง่าย เหมาะมากกับคนที่ต้องการบริหารเวลา ดูว่าวิชาไหนเราใช้เวลาในการอ่านมากน้อยเป็นต้น ใครกำลังเตรียมสอบแบบเอาจริงเอาจังหรือจะเอาไว้แข่งอ่านหนังสือกับเพื่อน แบบนี้ก็สะดวกและสนุกไปอีกแบบนะเออ~ แน่นอนว่าเราไม่ต้องใช้แอพนี้ก็ได้ ยังมี Study App อื่นๆที่ทำหน้าที่คล้ายๆกันแต่เป็นภาษาอังกฤษนะคะ หลายคนอาจจะคิดว่าแอพและสมาร์ทโฟนทำให้เราไม่สามารถจดจ่อกับการเรียนได้ แต่วิธีใช้ที่ดีก็มีค่ะ ลองดูนะ
แปลงโซเชียลเป็นแรงบันดาลใจ
ในเมื่อติดโซเชียลกันทุกคนแล้ว ก็ลองใช้มันให้เป็นประโยชน์สิ! 

เดี๋ยวนี้ตาม IG มีคนที่กำลังเตรียมตัวสอบ ที่คอยโพสต์ความคืบหน้าว่าแต่ละวันอ่านไปได้ถึงไหน วันนี้อ่านไปกี่ชั่วโมง มีการรีวิวหนังสือ เทคนิคต่างๆ บางคนถ้าฝีมือดีก็ทำโน้ตสรุปเป็นภาพน่ารักๆโพสต์ลงโซเชียล (แบบตัวอย่างข้างบน) หรือแม้กระทั่งรีวิวเครื่องเขียน อุปกรณ์ช่วยในการอ่านหนังสือก็มี ตอนนี้เริ่มมีนักเรียนญี่ปุ่นหันมาอัพเรื่องราวการเตรียมสอบเพิ่มมากขึ้น ได้อ่านเรื่องราวพวกเขาก็ช่วยให้เรารู้สึกมีแรงบันดาลใจ รู้สึกมีเพื่อนที่เตรียมสอบเหมือนกัน หรือใครที่อัพเองก็เป็นการสร้างกำลังใจที่ดีไปอีกแบบ ใครสนใจก็ลองเสิร์ชหาโดยแทก #studygram หรือ #勉強垢 ในอินสตาแกรมได้เลยจ้า
สรุป
เป็นอย่างไรกันบ้างคะกับวิธีการอ่านหนังสือแบบเด็กนักเรียนญี่ปุ่น อาจเหมือนบ้างต่างบ้างกับบ้านเรา แต่ที่เห็นได้ชัดเจน คือความตั้งใจจริง ดิฉันเชื่อว่าถ้ามีแรงใจเต็มร้อยใครจะสมองดีหรือไม่ดียังไงก็สามารถฝ่าฟันกับอุปสรรคในการเรียนไปได้สบายๆ อย่าลืมหยิบเอาเทคนิคไปลองใช้กันดูนะคะ
ติดตาม Sanook! Campus 

ที่มา: Sanook.com

วันจันทร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2561

นางสงกรานต์ ปี 2561 นามว่า นางมโหธรเทวี ปีนี้น้ำน้อย-อาหารบริบูรณ์

นางสงกรานต์ ปี 2561 นามว่า นางมโหธรเทวี ปีนี้น้ำน้อย-อาหารบริบูรณ์



นางสงกรานต์ 2561
          กระทรวงวัฒนธรรม ประกาศ นางสงกรานต์ ประจำปี 2561 คือ นางมโหธรเทวี เสด็จยืนมาเหนือหลังนกยูง เผยคำทำนายปีนี้น้ำจะน้อย แต่ข้าวปลาอาหารอุดมสมบูรณ์

          วันที่ 12 มีนาคม 2561 เว็บไซต์ 77kaoded รายงานว่า กระทรวงวัฒนธรรม ประกาศ วันมหาสงกรานต์ ปีพุทธศักราช 2561 ตรงกับ วันเสาร์ที่ 14 เมษายน แรม 14 ค่ำ เดือน 5 ปีจอ เวลา 08 นาฬิกา 56 นาที 57 วินาที ปีจอ (ผีเสื้อผู้หญิง ธาตุดิน) สัมฤทธิศก จุลศักราช 1380 ทางจันทรคติเป็นอธิกมาส ทางสุริยคติเป็นปกติสุรทิน

          นางสงกรานต์ทรงนามว่า "นางมโหธรเทวี" ทรงพาหุรัดทัดดอกสามหาว (ผักตบชวา) อาภรณ์แก้วนิลรัตน์ ภักษาหารเนื้อทราย หัตถ์ขวาทรงจักร หัตถ์ซ้ายทรงตรีศูล เสด็จยืนมาเหนือหลังนกยูง เป็นพาหนะ
          พร้อมคำทำนายว่า...

          - วันที่ 16 เมษายน เวลา 12 นาฬิกา 59 นาที 24 วินาที  เป็นวันเปลี่ยนจุลศักราชใหม่ เป็น 1380 

          - ปีนี้วันศุกร์ เป็นธงชัย วันศุกร์เป็นอธิบดี วันพฤหัสบดีเป็นอุบาทว์ วันอาทิตย์เป็นโลกาวินาศ วันพุธเป็นอธิบดีฝน บันดาลให้ฝนตก 600 ห่า ตกในโลกมนุษย์ 60 ห่า ตกในมหาสมุทร 120 ห่า ตกในป่าหิมพานต์ 180 ห่า ตกในเขาจักรวาล 240 ห่า นาคให้น้ำ 5 ตัว  

          - เกณฑ์ธัญญาหาร ได้เศษ 6 ชี่อ ลาภะ ข้าวกล้าในภูมินา จะได้ผล 9 ส่วน เสีย 1 ส่วน ธัญญาหาร พลาหาร มัจฉมังสาหาร จะบริบูรณ์ เกณฑ์ธาราธิคุณ ตกราศี เตโช (ไฟ) น้ำน้อย
          ทั้งนี้ สำหรับกิจกรรมงานสงกรานต์ ประจำปี 2561 จะจัดขึ้นภายใต้แนวคิด "สงกรานต์วิถีไทย ใช้น้ำคุ้มค่า ชีวาปลอดภัย" ในพื้นที่กรุงเทพฯ จะมีการจัดงานหลายแห่ง เช่น วัดปทุมวนารามวรวิหาร ศูนย์การค้าสยามพารากอน สยามสแควร์ ถนนสีลม และถนนข้าวสาร ระหว่างวันที่ 12-15 เมษายน 2561 ส่วนในต่างจังหวัดมีการจัดงานประเพณีสงกรานต์แบบดั้งเดิม และสงกรานต์อาเซียนในจังหวัดต่าง ๆ เช่น สุโขทัย เลย สระแก้ว กาญจนบุรี ระนอง และบุรีรัมย์ เป็นต้น

          นอกจากนี้ กระทรวงวัฒนธรรมได้จัดทำหนังสือประเพณีสงกรานต์ 2 ภาษา ไทย-อังกฤษ ในรูปแบบสื่อสิ่งพิมพ์และออนไลน์ เพื่อให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ได้เข้าใจเกี่ยวกับวันปีใหม่ไทย และสิ่งที่ควรทำ-ไม่ควรทำในประเพณีสงกรานต์
ภาพและข้อมูลจาก เว็บไซต์ 77kaoded

ที่มา Kapook.com

วันจันทร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

13 กุมภาพันธ์ วันรักนกเงือก

13 กุมภาพันธ์ วันรักนกเงือก



 
วันรักนกเงือก
            13 กุมภาพันธ์ วันรักนกเงือก สัตว์โลกที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศ รักษาความสมบูรณ์ของผืนป่า มาดูที่มา และความสำคัญของ วันรักนกเงือก กันได้เลย 

            เมื่อพูดถึงนกเงือก หลายคนมักจะนึกถึง รักแท้ แต่จะมีใครรู้บ้างว่า นกเงือกคือกลไกสำคัญ ที่บ่งชี้ว่าป่าไม้มีความอุดมสมบูรณ์มากน้อยเพียงใด เหตุนี้เองทำให้มูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือก คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เล็งเห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์นกเงือก และเพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชน จึงได้กำหนดให้วันที่ 13 กุมภาพันธ์ ของทุกปี เป็น วันรักนกเงือก โดยเริ่มตั้งแต่ พ.ศ. 2547 เป็นต้นมา 
ลักษณะของนกเงือก

            นกเงือก (Hornbill) เป็นนกที่มีขนสีดำ-ขาว และอาจจะมีสีอื่น ๆ บ้าง เช่น น้ำตาลและเทา เป็นต้น มีจุดเด่นคือ จะงอยปากหนาที่ใหญ่และมีโหนกทางด้านบนเป็นโพรง ภายในโพรงมีเนื้อเยื่อคล้ายฟองน้ำ มีลิ้นที่สั้นจึงกินอาหารโดยจัดอาหารอยู่ที่ส่วนปลายปากแล้วโยนกลับลงคอไปปกติ อาหารหลักคือผลไม้ และกินสัตว์เลื้อยคลานเล็ก ๆ เป็นอาหารเสริม

            นกเงือกจะมีส่วนหนังเปลือยเป็นสีฉูดฉาดอยู่บ้าง เช่น หนังบริเวณคอ ขอบตา เป็นต้น มีขนตายาวงาม ขาสั้น ชอบกระโดด ส่วนใหญ่ลำตัวมีขนาดใหญ่ถึงใหญ่มาก บางชนิดอาจตัวใหญ่ได้ถึง 1.5 เมตร ความกว้างของปีกเมื่อกางออกอาจมีความยาว 2 เมตร บินได้แข็งแรง เวลาบินเสียงจะดังมาก โดยเฉพาะนกเงือกขนาดใหญ่ ซึ่งเสียงดังนี้เกิดจากที่อากาศผ่านช่องว่างระหว่างโคนขนปีกเนื่องจากนกเงือกไม่มีขนคลุมด้านใต้ของปีก เมื่อกระพือปีกแต่ละครั้งจึงเกิดเสียงดังราวกับรถจักรไอน้ำ และหากนกเงือกขนาดใหญ่บินมาเป็นฝูงจะทำให้เกิดเสียงดังราวพายุ

            ด้วยความที่จะงอยปากและส่วนหัวที่ใหญ่เหมือนโหนกหรือหงอนนั้น ทำให้นกเงือกถูกนำไปใช้ในเชิงสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมมาแต่โบราณ โดยใช้ทำเป็นเครื่องประดับของชนเผ่าต่าง ๆ อีกด้วย



สายพันธุ์ของนกเงือกในประเทศไทย

            ในประเทศไทยมีนกเงือก 13 ชนิด ได้แก่

            - นกกก (Great Hornbill)

            - นกเงือกกรามช้าง (Wreathed Hornbilll)

            - นกแก๊ก (Oriental Pied Hornbill)

            - นกเงือกสีน้ำตาลคอขาว (White-throated Brown Hornbill)

            - นกเงือกหัวแรด (Rhinoceros Hornbill)

            - นกชนหิน (Helmeted Hornbill)

            - นกเงือกหัวหงอก (White-crowned Hornbill)

            - นกเงือกปากดำ (Black Hornbill)

            - นกเงือกดำ (Black Hornbill)

            - นกเงือกสีน้ำตาล (Brown Hornbill)

            - นกเงือกปากย่น (Wrinkled Hornbill)

            - นกเงือกกรามช้างปากเรียบ (Plain-pouched Hornbill)

            - นกเงือกคอแดง (Rufous-necked Hornbill) 

วิถีชีวิตตามธรรมชาติของนกเงือก

            นกเงือกเป็นนกที่มีนิสัยรักเดียวใจเดียว ซึ่งเป็นพฤติกรรมน่าสนใจ ทำให้เกิดความประทับใจแก่ผู้พบเห็น มีลักษณะการทำรังที่แปลกจากนกอื่น คือ เมื่อถึงฤดูกาลทำรัง นกเงือกจะพากันหารังตามโพรงไม้ตามต้นไม้ใหญ่ เช่น ต้นยาง ที่อยู่ในที่ลับตา เมื่อตัวเมียเข้าไปอยู่ในโพรง จะทำความสะอาดแล้วเริ่มปิดปากโพรงด้วยวัสดุต่าง ๆ เช่น ดิน เปลือกไม้ โคลน หรือมูล หลังจากนั้นตัวเมียจะขังตัวอยู่ภายในเพื่อออกไข่และผลัดขนเพื่อให้ความอบอุ่นแก่ไข่ และลูกนกที่เกิดมา เมื่อลูกนกโตพอแล้ว จึงเจาะโพรงออกมา 

          ส่วนตัวผู้มีหน้าที่หาอาหารมาป้อนให้ถึงรัง ดังนั้นถ้าหากนกเงือกตัวผู้เสียชีวิตในช่วงฤดูทำรัง นั่นหมายถึงเราจะต้องสูญเสียนกเงือกแม่-ลูก ที่เฝ้ารอการกลับมาของนกเงือกตัวผู้ไปด้วย เนื่องจากตัวเมียที่ผลัดขนจะไม่สามารถออกจากรังได้ ทำให้ค่อย ๆ อดอาหารตายอย่างช้า ๆ ทั้งแม่และลูก ซึ่งนี่ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้นกเงือกเป็นสัตว์ที่ใกล้จะสูญพันธุ์ ทั้ง ๆ ที่ตามธรรมชาตินกเงือกอาจมีอายุยืนยาวได้ถึง 30 ปี
 
บทบาทและความสำคัญของนกเงือกในระบบนิเวศป่า

            นกเงือกมีบทบาทเด่นในระบบนิเวศป่า ด้วยการเป็นตัวช่วยกระจายพันธุ์ไม้ที่มีประสิทธิภาพมาก เนื่องจากพฤติกรรมการเลือกกินผลไม้สุก และนำพาเมล็ดไปทิ้งในพื้นที่ต่าง ๆ ที่นกเงือกบินไปหากินในแต่ละวัน จากการวิจัยพบว่านกเงือกกินผลไม้ได้มากกว่า 300 ชนิด 100 สกุล 40 วงศ์ โดยเฉพาะผลไม้ที่มีขนาดผลใหญ่กว่า 1.5 เซนติเมตร ซึ่งนกขนาดเล็กไม่สามารถช่วยกระจายเมล็ดได้ จึงต้องอาศัยนกเงือกเป็นกำลังสำคัญ นกเงือกจึงช่วยรักษาความหลากหลายของพืช โดยเป็นผู้ล่าที่สำคัญของระบบนิเวศป่า ช่วยควบคุมประชากรสัตว์ขนาดเล็ก เช่น แมลงและหนู จากความสัมพันธ์ของนกเงือกกับระบบนิเวศป่าสมบูรณ์ในแง่ต่าง ๆ ทำให้นกเงือกมีความอ่อนไหวต่อพื้นที่ป่าที่เปลี่ยนแปลงไป หากนกเงือกมีจำนวนลดลงหรือสูญพันธุ์ไป จากพื้นที่สิ่งมีชีวิตอื่น ๆ อีกหลายชนิดอาจสูญพันธุ์ตามไปด้วย โดยเฉพาะพันธุ์ไม้ที่เป็นอาหารของนกเงือก 

           เพราะความสำคัญนี้เอง นกเงือกจึงเป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงดุลยภาพต่าง ๆ ในสังคมป่าเขตร้อนให้คงอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งแต่ละตัวสามารถช่วยกระจายเมล็ดพันธุ์ไม้มากกว่า 100 ต้น/สัปดาห์ หากสมมติว่าไม้เหล่านี้สามารถเจริญเป็นไม้ใหญ่ได้ 5 เปอร์เซ็นต์ หนึ่งชีวิตของนกเงือกจะสามารถปลูกไม้สำคัญของป่าได้ถึง 500,000 ต้นเลยทีเดียว

 
วันที่ 13 กุมภาพันธ์ วันรักนกเงือก

            เนื่องจากภาควิชาจุลชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้มีโครงการศึกษาชีววิทยาของนกเงือก ซึ่งมีหลากหลายโครงการ และได้ทำการศึกษานกเงือกไทยมามากกว่า 20 ปี ซึ่งจากการศึกษาวิจัยกว่า 6 โครงการ พบว่า ในระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมานี้ เผ่าพันธุ์ของนกเงือกได้ถูกรุกรานและเสี่ยงต่อสภาวะสูญพันธุ์ อันเนื่องมาจากการถูกล่า หรือแม้กระทั่งการลดจำนวนลงของผืนป่า ทำให้พวกมันไม่สามารถขยายเผ่าพันธุ์ได้ จึงได้มีการประกาศให้วันที่ 13 กุมภาพันธ์ เป็นวันรักนกเงือกของประเทศไทย

            ในทุก ๆ ปี วันรักนกเงือก จะมีการจัดงานและกิจกรรมต่าง ๆ จากหลายภาคส่วน ทั้งทีมงานวิจัย ผู้สนับสนุน หน่วยงานต่าง ๆ ด้านสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ธรรมชาติ โดยจุดประสงค์ในการจัดงานนั้น เพื่อประชาสัมพันธ์เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับนกเงือก ธรรมชาติ และการอนุรักษ์ มีการรายงานสถานภาพของนกเงือก และงานวิจัยต่าง ๆ และอีกหนึ่งจุดประสงค์หลักคือ เพื่อเป็นวันพบปะ พูดคุย สังสรรค์ของผู้ที่รักนกเงือกทุกคน ซึ่งเป็นมิตรภาพที่เชื่อมต่อกันมาเหนียวแน่นและยาวนาน

            อนึ่ง นกเงือก ไม่ได้เป็นเพียงแค่สัญลักษณ์ของรักแท้ หรือรักเดียวใจเดียวเท่านั้น แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ระบบนิเวศของป่าไม้มีความอุดมสมบูรณ์อีกด้วย ทั้งนี้ ในวันรักนกเงือก จึงถือเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่จะทำให้เราได้หันมาตระหนักถึงส่วนเล็ก ๆ ของผืนป่าที่ควรอนุรักษ์ไว้ เพื่อความอุดมสมบูรณ์ที่ยั่งยืนของธรรมชาติ 


ขอขอบคุณภาพประกอบจาก เฟซบุ๊ก THAILAND HORNBILL PROJECTPreeda Hornbill
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก
  
มูลนิธิสืบนาคะเสถียร
มหาวิทยาลัยมหิดล
- เฟซบุ๊ก THAILAND HORNBILL PROJECT
พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเกาะและทะเลไทย
osotho.com

ที่มา  Kapook.com

วันอาทิตย์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

ประโยชน์ของกุหลาบ

ประโยชน์ของกุหลาบ ดอกไม้สื่อรักช่วยสุขภาพดี

สรรพคุณของกุหลาบ
ภาพจาก pexels

          สรรพคุณของกุหลาบเด็ดจริงอะไรจริง ใครคิดว่าเป็นแค่ไม้ประดับ เป็นเพียงดอกกุหลาบสื่อรักถือว่าพลาดมาก !

          ถ้าพูดถึงสรรพคุณของดอกกุหลาบ หลายคนอาจนึกถึงประโยชน์ดอกกุหลาบในด้านช่วยระบาย หรืออาจคิดว่าเป็นดอกไม้ประดับมีกลิ่นหอม แถมยังใช้สื่อรักแทนความในใจในวันแห่งความรักได้อีก ทว่าแท้จริงแล้วกุหลาบ สรรพคุณดีงามระดับสิบเลยล่ะค่ะ ส่วนประโยชน์ของกุหลาบจะดีต่อสุขภาพขนาดไหนนั้น มาอ่านกันเลย

สรรพคุณของกุหลาบ
1. ช่วยคลายเครียด
          กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกกุหลาบมีอานุภาพทำลายล้างความวิตกกังวล ความเครียด และความเศร้าหมองในจิตใจเราได้ พร้อมกับช่วยให้อาการวิงเวียนศีรษะ ปวดศีรษะดีขึ้น เคยได้ยินคำว่าดอกไม้บำบัดกันไหมล่ะค่ะ ดอกกุหลายก็เป็นดอกไม้บำบัดชนิดหนึ่งเหมือนกัน ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมเวลาได้กลิ่นดอกกุหลาบแล้วร่างกายจะรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น หรือถ้านำกลีบกุหลาบไปผสมกับน้ำอุ่นในอ่างอาบน้ำแล้วลงไปแช่ ก็ช่วยให้จิตใจสงบ สยบความฟุ้งซ่านได้เยอะเลย

สรรพคุณของกุหลาบ

2. ควบคุมฮอร์โมนเพศหญิงได้

          กลิ่นกุหลาบมีส่วนเกี่ยวข้องกับระบบสืบพันธุ์ในเพศหญิง สามารถช่วยควบคุมระดับฮอร์โมนผู้หญิงให้อยู่ในสภาวะสมดุลได้ ซึ่งด้วยสรรพคุณของดอกกุหลาบในด้านนี้ เราจึงมักจะเห็นเครื่องสำอางชนิดต่าง ๆ มีส่วนผสมของน้ำมันสกัดจากดอกกุหลาบ โดยเฉพาะในครีมบำรุงผิวเพื่อลดริ้วรอย หรือครีมกระชับผิวให้เต่งตึง หรือครีมบำรุงผิวให้ชุ่มชื้น เป็นต้น

3. แก้ไข้ 
          น้ำดอกไม้เทศ หรือการละลายน้ำมันสกัดจากดอกกุหลาบในน้ำต้มสุก เป็นสูตรยาแก้ไข้ตัวร้อนของไทยมาช้านาน โดยสรรพคุณแผนโบราณของดอกกุหลาบมอญมีฤทธิ์แก้ไข้ตัวร้อน แก้กระหาย แก้อ่อนเพลีย และบำรุงกำลัง

4. กระตุ้นภูมิคุ้มกันร่างกาย
          ชาดอกกุหลาบอุดมไปด้วยวิตามินซี และสารต้านอนุมูลอิสระในกลุ่มไซโคปีน ซึ่งได้จากสารสีแดงจากกลีบดอกกุหลาบนั่นเอง ดังนั้นการดื่มชาดอกกุหลาบอุ่น ๆ จึงทำให้ร่างกายได้รับประโยชน์จากสารเหล่านี้ช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ยิ่งถ้าหากผสมน้ำผึ้งซึ่งมีสรรพคุณแก้อักเสบด้วยแล้ว ชากุหลาบน้ำผึ้งแก้วนี้จะได้ประโยชน์ต่อสุขภาพแบบทวีคูณเลยล่ะค่ะ

สรรพคุณของกุหลาบ
5. เป็นยาระบาย

          สรรพคุณดอกกุหลาบด้านนี้เชื่อว่าหลายคนได้ลองมากับตัวเองแล้ว เอาเป็นว่าคราวนี้ลองมาศึกษาฤทธิ์ทางเคมีของดอกกุหลาบในด้านช่วยระบายกันบ้างค่ะ โดยสารสำคัญที่ได้จากน้ำมันหอมระเหยดอกกุหลาบมีฤทธิ์ผ่านกลไกหลักของระบบขับถ่าย โดยเพิ่มสัดส่วนของน้ำในระบบลำไส้ ส่งผลให้อุจจาระมีความเหลวมากขึ้น อุจจาระจึงอยู่ในสภาวะพร้อมจะถูกขับถ่าย ก่อให้เกิดอาการมวน ๆ ท้องอยากเข้าห้องน้ำนั่นเอง โดยเฉพาะคนที่ดื่มเป็นชากุหลาบแบบใส่นม ก็จะขับถ่ายคล่องมากขึ้นด้วยนะคะ

สรรพคุณของกุหลาบ

6. บรรเทาอาการปวด

          สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เผยผลการศึกษาทางคลินิกของฤทธิ์บรรเทาปวดจากเปลือกผลกุหลาบ โดยศึกษาสรรพคุณของกุหลาบพันธุ์ Rosa canina L (rose- hip powder; RHP) เทียบกับยาหลอก กับอาสาสมัครซึ่งเป็นผู้ป่วยโรคกระดูกและข้ออักเสบจำนวน 30 คน เป็นเวลา 3 เดือน ซึ่งจากการทดลองพบว่า 90% ของผู้ป่วยที่ได้รับสารสกัดจากเปลือกผลดอกกุหลาบ RHP มีอาการปวดลดลง อาการแข็งแกร็งและความไม่สบายตัวลดลง ที่สำคัญผลทางการรักษาดังกล่าวยังคงอยู่เป็นเวลาถึง 3 สัปดาห์หลังจากการหยุดใช้ยา RHP 

          และในส่วนของผู้ป่วยที่ได้รับยาหลอกนั้น มีเพียง 36% ที่อาการปวดลดลง ที่สำคัญ การใช้สารสกัดจากเปลือกผลกุหลาบยังช่วยลดการใช้ยาแก้ปวดในกลุ่มพาราเซตามอล ยาแก้ปวดโคเดอีน และยาแก้ปวดทามาดอลอย่างเห็นได้ชัดเจน จึงสรุปได้ว่า สารสกัดจากเปลือกผลกุหลาบ RHP สามารถบรรเทาอาการปวดของผู้ป่วยโรคกระดูกและข้ออักเสบได้ อีกทั้งยังช่วยลดการใช้ยาของผู้ป่วยได้จริง


สรรพคุณของกุหลาบ

7. ชากุหลาบช่วยลดน้ำหนักได้ !

          ใบกุหลาบและยอดใบชาที่ผสมกันจนเป็นชากุหลาบ ถือว่าเป็นสุดยอดชาที่ช่วยบำบัดอาการติดขัดต่าง ๆ ในร่างกายมนุษย์ ทั้งช่วยบรรเทาอาการท้องผูก ช่วยลดการอักเสบของผิว และยังช่วยขับพิษออกจากร่างกายได้อีกด้วย เนื่องจากในชากุหลาบอุดมไปด้วยวิตามิน A, B3, C, D และ E ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการดูแลผิวพรรณ รวมทั้งมีสารที่ช่วยเบิร์นไขมัน ทำให้ลดน้ำหนักได้เร็วขึ้นด้วยจ้า

          ประโยชน์จากดอกกุหลาบที่มีต่อสุขภาพบอกเลยว่าไม่ธรรมดา แต่อย่างไรก็ดี ดอกกุหลาบที่เราจะดม หรือจะนำมาทำอาหาร เครื่องดื่ม คงต้องตรวจสอบให้ดีด้วยว่าดอกกุหลาบนั้นเป็นดอกกุหลาบปลอดสารพิษ หรืออย่างน้อย ๆ ก็ต้องสะอาดปลอดภัยในระดับหนึ่งนะคะ ซึ่งถ้าไม่ได้ปลูกดอกกุหลาบเอง จุดนี้อาจเป็นการเสี่ยงทายเกินไปว่าดอกไหนปลอดภัยดอกไหนอาจมีพิษ ดังนั้นอาจเลือกซื้อชากุหลาบแบบผงมาชงดื่มคงสะดวกกว่า 


ขอขอบคุณข้อมูลจาก
คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
เมื่อวานป้าทานอะไร
สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
organicfacts

ที่มา Kapook.com

วันพุธที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2561

ดอกไม้ประจำจังหวัดต่าง ๆ ของประเทศไทย

มาดูกัน..ดอกไม้ประจำจังหวัดต่าง ๆ ของประเทศไทย



ดอกไม้ประจำจังหวัด

            สำหรับผู้ที่สนใจเรื่องพรรณไม้ต่าง ๆ ของไทย น่าจะทราบกันดีว่า ราชพฤกษ์ เป็นดอกไม้ประจำชาติไทย แต่นอกจากดอกไม้ประชาติแล้ว รู้กันไหมเอ่ยว่าแต่ละจังหวัดประเทศไทย ก็มีดอกไม้ประจำจังหวัดด้วยเช่นกัน ว่าแต่จังหวัดไหน มีดอกอะไรเป็นสัญลักษณ์บ้างนั้น ตามมาดูกันเลย

ข้อมูลดอกไม้ประจำจังหวัด โดยเรียงตามภูมิภาค

1. ภาคเหนือ มี 9 จังหวัด ดังนี้

ดอกไม้ประจำจังหวัด

            - เชียงราย ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกพวงแสด
            - น่าน ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกเสี้ยวดอกขาว
            - พะเยา ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกสารภี
            - เชียงใหม่ ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกทองกวาว
            - แม่ฮ่องสอน ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกบัวตอง
            - แพร่ ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกยมหิน
            - ลำปาง ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกธรรมรักษา
            - ลำพูน ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกทองกวาว
            - อุตรดิตถ์ ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกประดู่
2. ภาคกลาง ประกอบด้วย 22 จังหวัด ดังนี้


ดอกไม้ประจำจังหวัด

            - กรุงเทพมหานคร ไม่มีดอกไม้ประจำจังหวัด
            - พิษณุโลก ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกนนทรี
            - สุโขทัย ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกบัวหลวง
            - เพชรบูรณ์ ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกมะขาม
            - กำแพงเพชร ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกพิกุล
            - นครสวรรค์ ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกเสลา
            - นนทบุรี ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกนนทรี
            - ลพบุรี ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกพิกุล
            - สิงห์บุรี ไม่มีดอกไม้ประจำจังหวัด
            - อ่างทอง ไม่มีดอกไม้ประจำจังหวัด
            - สระบุรี ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกสุพรรณิการ์
            - อุทัยธานี ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกสุพรรณิการ์


ดอกไม้ประจำจังหวัด

            - ชัยนาท ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกชัยพฤกษ์
            - พระนครศรีอยุธยา ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกโสน
            - พิจิตร ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกบัวหลวง
            - สุพรรณบุรี ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกสุพรรณิการ์
            - นครนายก ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกสุพรรณิการ์
            - ปทุมธานี ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกบัวหลวง
            - สมุทรปราการ ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกดาวเรือง
            - นครปฐม ไม่มีดอกไม้ประจำจังหวัด
            - สมุทรสาคร ไม่มีดอกไม้ประจำจังหวัด
            - สมุทรสงคราม ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกจิกทะเล

3. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มี 20 จังหวัด ดังนี้


ดอกไม้ประจำจังหวัด

            - หนองคาย ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกชิงชัน
            - บึงกาฬ ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกสิรินธรวัลลี หรือชื่อพื้นเมือง สามสิบสองประดง
            - สกลนคร ดอกไม้ประจำจังหวัด ดอกอินทนิลน้ำ
            - หนองบัวลำภู ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกบัวหลวง
            - เลย ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกรองเท้านารีเหลืองเลย
            - มุกดาหาร ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกช้างน้าว
            - อุดรธานี ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกทองกวาว


ดอกไม้ประจำจังหวัด

            - กาฬสินธุ์ ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกพยอม
            - ขอนแก่น ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกราชพฤกษ์
            - อำนาจเจริญ ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกทองกวาว
            - อุบลราชธานี ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกบัวหลวง
            - ยโสธร ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกบัวแดง
            - ร้อยเอ็ด ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกอินทนิล


ดอกไม้ประจำจังหวัด

            - มหาสารคาม ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกลั่นทมขาว
            - ชัยภูมิ ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกกระเจียว
            - นครราชสีมา ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกสาธร
            - บุรีรัมย์ ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกสุพรรณิการ์
            - นครพนม ดอกไม้ประจำจังหวัด ดอกกันเกรา
            - สุรินทร์ ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกกันเกรา
            - ศรีสะเกษ ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกลำดวน
         


4. ภาคตะวันออก มี 7 จังหวัด ดังนี้


ดอกไม้ประจำจังหวัด

            - สระแก้ว ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกแก้ว
            - ปราจีนบุรี ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกปีป
            - ฉะเชิงเทรา ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกนนทรีป่า
            - ชลบุรี ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกประดู่
            - ระยอง ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกประดู่
            - จันทบุรี ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกเหลืองจันทบูร
            - ตราด ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกกฤษณา


5. ภาคตะวันตก มี 5 จังหวัด ดังนี้


ดอกไม้ประจำจังหวัด

            - ตาก ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกเสี้ยวดอกขาว
            - กาญจนบุรี ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกกาญจนิกา
            - ราชบุรี ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกกัลปพฤกษ์
            - เพชรบุรี ดอกไม้ประจำจังหวัด ไม่มีดอกไม้ประจำจังหวัด
            - ประจวบคีรีขันธ์ ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกเกด


6. ภาคใต้ มี 14 จังหวัด ดังนี้


ดอกไม้ประจำจังหวัด

            - ชุมพร ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกพุทธรักษา
            - ระนอง ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกเอื้องเงินหลวง หรือโกมาชุม
            - สุราษฎร์ธานี ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกบัวผุด
            - นครศรีธรรมราช ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกราชพฤกษ์
            - กระบี่ ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกทุ้งฟ้า
            - พังงา ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกจำปูน
            - ภูเก็ต ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกเฟื่องฟ้า
            - พัทลุง ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกพะยอม


ดอกไม้ประจำจังหวัด

            - ตรัง ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกศรีตรัง
            - ปัตตานี ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกชบา
            - สงขลา ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกสะเดาเทียม
            - สตูล ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกกาหลง
            - นราธิวาส ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกบานบุรี
            - ยะลา ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกพิกุล


            และทั้งหมดนี้ก็คือเกร็ดความรู้เรื่อง ดอกไม้ประจำจังหวัดต่าง ๆ ได้รู้แบบนี้แล้ว ถ้าใครถามมารับรองว่าตอบถูกชัวร์ ๆ เลย ส่วนใครที่ชอบดอกไม้จะลองหาดอกไม้ประจำจังหวัดของตัวเองมาปลูกดู หรือชอบดอกไม้ของจังหวัดไหนก็เลือกปลูกกันดูนะจ๊ะ สวย ๆ ทั้งนั้นเลย
 ***หมายเหตุ : อัปเดตข้อมูลล่าสุดเมื่อเวลา 15.08 น. วันที่ 8 มกราคม 2561

ภาพประกอบจาก panmai.comkrissana.netchachoengsao.go.th
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
udomsuksa.ac.thguideubon.com

ที่มา Kapook.com

วันอาทิตย์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2561

22 มกราคม 2486 ประกาศใช้คำว่า "สวัสดี" เป็นคำทักทายประจำชาติ

วันนี้ในอดีต 22 มกราคม 2486 ประกาศใช้คำว่า "สวัสดี" เป็นคำทักทายประจำชาติ




สวัสดี วันนี้ในอดีต
          เหตุการณ์สำคัญเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2486 จอมพล ป. พิบูลสงคราม ประกาศใช้คำว่า "สวัสดี" เป็นคำทักทายอย่างเป็นทางการ หลังจากมีการคิดค้นคำนี้เมื่อปี 2476 ในรายการวิทยุกระจายเสียง 
 
          การกล่าวคำทักทายของแต่ละประเทศล้วนมีความแตกต่างกัน และถือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่บ่งบอกความเป็นมาของประเทศนั้น ๆ ซึ่งประเทศไทยก็มีคำทักทายเช่นกัน นั่นก็คือคำว่า "สวัสดี" เรียกได้ว่าเป็นคำพูดติดปากไม่ว่าจะเป็นการพบกัน หรือลาจากกัน ต่างก็ต้องเอ่ยคำว่า "สวัสดี" และรู้หรือไม่ว่า ประเทศไทยนั้นมีการใช้คำนี้อย่างเป็นทางการนานกว่า 70 ปีแล้ว
          โดยเริ่มแรกนั้น พระยาอุปกิตศิลปสาร (นิ่ม กาญจนาชีวะ) ได้เล่าต้นสายปลายเหตุว่า เมื่อก่อนเจ้าหน้าที่วิทยุกระจายเสียงจะใช้คำว่า "ราตรีสวัสดิ์" เป็นการพูดเมื่อจบรายการ บางครั้งก็มีการอนุโลมให้พูดคำว่า "กู๊ดไนท์" (Goodnight) ของอังกฤษ แต่มีคนไม่เห็นด้วย จึงให้กรรมการชำระปทานุกรมของกระทรวงธรรมการ (กระทรวงศึกษาธิการ) ในสมัยนั้นช่วยคิดหาคำใหม่ขึ้นมาแทน จนในที่สุดก็ได้คำว่า "สวัสดี"

          ทั้งนี้ คำว่า "สวัสดี"  มาจาก "โสตถิ" ในภาษาบาลี หรือ "สวัสดิ" (สะ-หวัด-ดิ) ในภาษาสันสกฤต โดยทั้ง 2 คำนี้มีความหมายว่า ความดี ความงาม ความเจริญรุ่งเรือง ความปลอดภัย ซึ่งเป็นคำที่มีความหมายดีมาก

          ต่อมาเมื่อปี 2476 พระยาอุปกิตศิลปสาร ได้นำคำว่า "สวัสดี" ไปเผยแพร่กับนิสิตในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยใช้เป็นคำทักทายเมื่อพบกัน ก่อนจะมีการใช้แพร่หลายกันต่อมา

          จนกระทั่งมาถึงยุคสมัยของรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งเป็นยุคของการบำรุงวัฒนธรรมเพื่อส่งเสริมความเจริญก้าวหน้าของชาติให้เทียบเท่าอารยประเทศ ได้เห็นชอบกับการใช้คำว่า "สวัสดี" เป็นคำทักทายเมื่อพบกันครั้งแรก จึงมอบหมายให้ กรมโฆษณาการ (กรมประชาสัมพันธ์) ออกข่าวและประกาศใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2486 ซึ่งในปัจจุบันก็ยังมีการใช้คำว่า "สวัสดี" มาเป็นคำทักทายกัน พร้อมกับมีการยกมือขึ้นไหว้ประกอบคำพูด ทำให้การทักทายของคนไทยนั้นดูอ่อนช้อยจนกลายเป็นที่ชื่นชมของชาวต่างชาตินั่นเอง   

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก
culture.ssru.ac.th5.nsru.ac.th

ที่มา Kapook.com